โอ้ ปราชญ์เอ่ย! ผู้ได้สดับถึงธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของศิวะ ปุราณะไซร้ ก็ไม่พึงคิดว่าตนเป็นมนุษย์ปุถุชน. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเข้าจะมีรูปร่างเฉกเช่นพระรุทระ.1 เหล่าปราชญ์ต่างทราบดีว่าฝุ่นละอองจากปลายเท้าทรงดอกบัวของผู้ที่ได้สดับปุราณะนี้และได้สวดภาวนาก็เป็นดั่งเช่นฝุ่นละอองจากปลายเท้าของเหล่าตีรถะ2. สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาจะไปสู่ดินแดนสูงสุด ควรสดับศิวะ ปุราณะอันไร้ตำหนิด้วยความทุ่มเทสม่ำเสมอด้วยเถิด. โอ้ ผู้มีมหิทธานุภาพสูงสุดในหมู่ปราชญ์! หากผู้ได้มิได้สดับเสียงธรรมนั้นได้อย่างต่อเนื่องไซร้ ขอจงควบคุมอาตมันของตน และรับฟังเพียงวันละหนึ่งมุฮูรตะ3 ฟังศิวะ ปุราณะในเดือนต่าง ๆ อันเป็นมงคล. หนึ่งในสี่ของมุฮูรตะ คือ กฤษาณะ4, พวกเขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความยากลำบากใด ๆ . โอ้ เทพเจ้าแห่งปราชญ์! ผู้ใดสดับปุราณะนี้ ย่อมเผาผลาญป่ากรรมอันยิ่งใหญ่และข้ามพ้นสังสารวัฏ5. โอ้ บัณฑิตเอ่ย! บุญกุศลทั้งหลายที่ได้มาจากการบริจาคและการเสียสละทั้งปวง. ผลบุญอันมั่นคงเหล่านั้นได้มาจากการฟังปุราณะของพระศยัมภู โอ้ ปราชญ์เอ่ย! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลียุค นอกจากการสดับศิวะ ปุราณะ ก็ไม่มีธรรมะใดสำหรับมนุษย์อีกแล้ว. นี่คือหนทางสู่การหลุดพ้น. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสดับและสวดบทศยัมภู ปุราณะอย่างถูกต้อง เหล่ามนุษย์จะได้รับผลแห่งกัลปัทรุม6. ในกลียุคนั้น มีบุคคลที่มีจิตใจชั่วร้ายหลอกลวงในอาตมันของตน. พวกเขาไม่ปฏิบัติตามธรรมะ. น้ำอมฤตที่รู้จักกันในชื่อศยัมภู ปุราณะนั้นมีไว้เพื่อประโยชน์ของพวกเขา.
---------------
1. พระรุทระ (रुद्र - Rudra) เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระศิวะ.
2. ตีรถะ (तीर्थ - tīrtha) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแสวงบุญด้วยน้ำ. ส่วนเกษตระ (क्षेत्र - Kṣetra) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแสวงบุญที่ปราศจากน้ำ แต่บางครั้งคำเหล่านี้ก็ใช้แทนกันได้.
3. มุฮูรตะ (योग - muhūrta) เป็นระยะเวลา 48 นาที.
4. กฤษาณะ (क्षण - Kṣaṇa - moment) เป็นหน่วยวัดเวลาขนาดเล็กที่มีการตีความต่างกัน หนึ่งวินาทีหรือชั่วขณะหนึ่งก็แม่นยำเพียงพอแล้ว.
5. สังสารวัฏ (संसार - Saṃsāra - wandering) - วัฏจักรแห่งการเกิด การตาย และการเกิดใหม่ โดยภาพของการข้ามไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง.
6. กัลปัทรุม (कल्पद्रुम - Kalpadruma) - ต้นไม้ (ทรุมะ) ที่ให้ผลสมความปรารถนาทุกประการ (Kalpa).
1.
2.
หน้าที่ 4 (30)
บุรุษผู้ดื่มน้ำอมฤต01 นี้จะไม่ทุกข์ทรมานจากความชราและกลายเป็นอมตะ. อมฤตในบันทึกของศยัมภูยังรับประกันว่าไม่มีใครในครอบครัวต้องทุกข์ทรมานจากความชรา. พวกเขากลายเป็นอมตะ. น้ำอมฤตตามที่บันทึกของพระศยัมภูยังรับประกันว่าไม่มีใครในครอบครัวต้องทนทุกข์กับความชรา. ซึ่งต้องได้รับการรับใช้เสมอ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องได้รับการรับใช้เสมอ.1 เรื่องราวของศิวะ ปุราณะนี้ได้รับการชำระล้างอย่างบริสุทธิ์สูงสุดทันทีที่ได้ยินคำบรรยายของศิวะ ปุราณะ. ข้าพเจ้าจักกล่าวได้อย่างไรเล่า? อันเกี่ยวกับผลที่ผู้ที่ครอบครองพระศิวะไว้ในใจได้รับ.
ในปุราณะนี้มี 24,000 โศลก แบ่งเป็นเจ็ดสังหิตา.2 เต็มไปด้วยคัมภีร์ภักติสามประเภท3,02 ซึ่งเราต้องตั้งใจฟังด้วยความรัก. สังหิตาแรกคือ วิทเยศวร สังหิตา03, ลำดับที่สองคือ รุทระ สังหิตา04. ลำดับที่สามเรียกว่า ศตรุทระ05. ลำดับที่สี่เรียกว่า โกฏิรุทระ06. ลำดับที่ห้าเรียกว่า อุมา สังหิตา07. ลำดับที่หกเรียกว่า ไกลาสสะสังหิตา08. และลำดับที่เจ็ดเรียกว่า วายะวียะ09. ดังนั้นจึงมีสังหิตาทั้งหมดเจ็ดลำดับ. ด้วยสังหิตาทั้งเจ็ดดังกล่าวนี้ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อศิวะ ปุราณะ. ซึ่งเทียบเท่ากับพระพรหม4. นับว่าสูงส่งยิ่งและก่อให้เกิดเป้าหมายทุกประเภท. หากบุคคลใดอ่านคัมภีร์ศิวะ ปุราณะได้ทั้งเล่มด้วยความรัก พร้อมด้วยสังหิตาทั้งเจ็ด เขาผู้นั้นจักถูกขนานนามว่าชีวันมุกตะ10. จนกว่าชายผู้นั้นจะได้สดับคัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันประเสริฐ, ส่วนชายผู้ใดที่ (ไม่สดับรับฟังคัมภีร์นี้) ก็ยังคงโง่เขลาและไร้จุดหมายบนโลกนี้. การได้ฟังคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และปุราณะมากมายนั้นมีประโยชน์อะไร? แต่มันนำไปสู่ความสับสนเท่านั้น. ส่วนศิวะ ปุราณะประกาศว่ามีเพียงคัมภีร์นี้เท่านั้นที่สามารถมอบความหลุดพ้นได้. หากได้ยินเรื่องราวของศิวะ ปุราณะในบ้านใด บ้านนั้นก็จะกลายเป็นตีรถะ (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) และบาปของทุกคนที่สิงสถิตในบ้านนั้นจะถูกทำลายไป.
---------------
1. ข้อความในพระคัมภีร์มีการเน้นย้ำจริง ๆ .
2. สังหิตา (संहिता - Saṃhitā) คือการรวบรวมบทสวด.
3. ภักติ (भक्ति - Bhakti) - ภักติประเภทแรกคือ ภักติบริสุทธิ์ ปราศจากความปรารถนาในผล ภักติประเภทที่สองคือ ปรารถนาผล ภักติประเภทที่สามคือภักติแบบผสม ซึ่งมีเป้าหมายทั้งสองอย่าง.
4. ตีความได้ว่าเป็นพรหมัน (ब्रह्मन् - brahman). อย่างไรก็ตาม การตีความที่ตรงไปตรงมาคือเท่ากับพฺรหฺมา ปุราณะ (ब्रह्म पुराण - Brahmā Purāṇa).
หมายเหตุ และคำอธิบาย
01. อมฤต (अमरीता - Amarita) - น้ำอมฤต (Elixir) เป็นยาน้ำหรือเครื่องดื่มซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ดื่มเป็นอมตภาพหรือคงความเยาว์วัยแห่งรูปร่างไว้ชั่วกัลป์ (ภาษาไทยมักเขียนว่า ชั่วกัปชั่วกัลป์ - เป็นการเน้นย้ำถึงความยาวนาน) บ้างก็ว่าสามารถคืนชีวิตหรือสร้างชีวิตใหม่ได้ เรียกว่าเป็นยาแก้สรรพโรคประเภทหนึ่ง นักเล่นแร่แปรธาตุ ตลอดช่วงเวลาและในหลากหลายวัฒนธรรม พยายามค้นหาวิธีการปรุงมันขึ้นมา.
02. ภักติ (भक्ति - Bhakti) มีหลายนิยามดังนี้
ภักติเทวี (Bhakti Devi), ที่มา: iskcondesiretree.com, วันที่เข้าถึง: 8 ธันวาคม 2568.
1.
1). เป็นเทวีที่ประสูติในทราวิฑ เทศะ (ทราวิฑประเทศ ดราวิเดียน - द्राविडा देश - Drāviḍa deśa - หรือ มิลักขะ - मिलक्खा - Milakkha - กลุ่มชาติพันธุ์และตระกูลภาษาดั้งเดิมในอนุทวีปอินเดีย มีชนชาติทมิฬเป็นส่วนหนึ่ง ใช้ภาษา ทมิฬ เตลูกู กันนาดา) - ทางตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของภารตวรรษ. ครั้งหนึ่งเทวีพร้อมบุตรชายสองคน คือ ชญานะ (ज्ञानम् - Jñāna) และไวราคยะ (वैराग्य - Vairāgya)ได้เริ่มต้นท่องไปยังเมืองโกกุล (गोकुल - Gokula - เป็นเมืองที่ศรีกฤษณะใช้ชีวิตในยามเยาว์วัย) และวฤนทาวัน (वृन्दावनम् - Vṛndāvana) ผ่านรัฐกรณาฏกะ (कर्णाटक - Karṇāṭaka - เดิมชื่อรัฐไมซอร์ - รัฐทางตะวันตกเฉียงใต้ของภารตะ) รัฐมหาราษฎระ (महाराष्ट्र - Mahārāṣṭra - รัฐใหญ่ทางตะวันตกของภารตะ เป็นดินแดนที่ชาวมราฐาหรือมราฐี - मराठी - Marāṭhī - อาศัยอยู่ เป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณที่สำคัญ) และ รัฐคุชราต (गुजरात - Gurjara หรือ Gujarāt) ระหว่างการเดินทางอันยาวนาน เทวีภักติและบุตรชายทั้งสองก็ชราภาพลง แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองโกกุลและวฤนทาวัน เทวีภักติก็กลับกลายเป็นวัยสาวอีกครั้ง แต่บุตรชายทั้งสองยังคงชราภาพอยู่ ดังนั้นเทวีภักติจึงขอให้ฤๅษีนารทมุนี (नारद - Nārada - ดูรายละเอียดใน หมายเหตุ คำอธิบาย 01 หน้าที่ 22 ของ ง. บทนำ: ภควัทคีตา) ทรงทำให้บุตรทั้งสองกลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง ฤๅษีนารทมุนีทรงอ่านพระเวท เวทานตะ (อุปนิษัท) และภควัทคีตาให้ฟัง แต่ทั้งหมดก็ไร้ประโยชน์ บุตรชายทั้งสองของภักติเทวีก็ยังคงชราภาพอยู่ จากนั้น สนกะ สนันทะ และสานาทกุมาร (รายละเอียดดูใน หมายเหตุ คำอธิบาย ที่ 1 หน้าที่ ix ของ วิษณุปุราณะ.) จึงขอให้ฤๅษีนารทมุนีอ่านภาควตะ (भागवत - Bhāgavata รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1) ให้ฟัง ฤๅษีนารทมุนีก็ทำตาม และเหล่าบุตรของภักติเทวีก็กลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง (อ้างถึง ปทฺมปุราณะ - पद्म-पुराण - Padma Purāṇa รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1).
1.
2). ภักติ (भक्ति) หมายถึงหนึ่งในระบบความเชื่อและการบูชาที่หลากหลายซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในแคชเมียร์โบราณ (कश्मीर - Kaśmīra - กัศมีระ) ดังที่กล่าวไว้ในนีลมตปุราณะ (नीलमतपुराण - Nīlamatapurāṇa รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ คัมภีร์ปุราณะ 2) — ในส่วนของการบูชาภักติ นีลมตะจะแนะนำเทพเจ้าประจำตัวที่พร้อมช่วยเหลือผู้บูชาอยู่เสมอ ผู้ศรัทธาจะยอมมอบตนทั้งหมดต่อพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงทำลายความทุกข์ทรมานของเขา พญานาควาสุกี (वासुकि - Vāsuki) ฤๅษีกัศยปะ (कश्यप - Kaśyapa) นีละ (नील - Nīla - พญานาคผู้มีชื่อเสียง อ้างอิง มหาภารตยุทธ อาทิ บรรพ อัธยายะที่ 35 โศลกที่ 7) และปรศุราม (परशुराम - Paraśurāma - หนึ่งในทศวตารของพระมหาวิษณุ) ล้วนเข้าหาพระวิษณุในฐานะผู้ศรัทธาที่อ่อนน้อมถ่อมตนและได้รับพรแห่งความปรารถนา พระศิวะเสด็จไปยังทะเลสาบกาโลทกะ (कालोदक - Kālodaka lake - เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในแคว้นแคชเมียร์ ภารตะ) เพื่อประทานพรแก่พระโคนนทิ (नन्दी - Nandī) เทพนาคนีละ (नागदेवता नील - The Nāga deity Nīla) ได้รับการอธิบายว่าเป็นผู้มีเมตตาต่อผู้ศรัทธาและเป็นผู้กระทำการอันดีงาม เงื่อนไขเดียวคือผู้บูชาต้องเข้าหาองค์เทพด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริงและความรู้สึกยอมจำนน สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือความศรัทธาในนีลมตะไม่มีองค์ประกอบพิเศษใด ๆ .
1.
3). ภักติ (भक्ति) หมายถึง “ความศรัทธา” ซึ่งถือเป็นรากฐานของ “ความรู้ที่แท้จริง” (विज्ञान - vijñāna - วิชญานะ) ตามที่กล่าวไว้ในศิวะ ปุราณะ 2.1.12 ขณะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการบูชาว่า “[...] รากฐานของความรู้ที่แท้จริง (วิชญานะ) คือความศรัทธาอันแน่วแน่ (ภักติ) รากฐานของความรู้ (ชญานะ) ก็คือความศรัทธาเช่นกัน.
พระนางสตี (सती - Satī) เทพีแห่งความสุขในชีวิตสมรสและอายุยืนยาว พระนางเป็นพระชายาองค์แรกของพระศิวะ พระชายาองค์ที่สองคือพระนางปารวตี ซึ่งเป็นอวตารของพระนางสตีเอง พระองค์ประสูติจากบิดามารดาที่เป็นมนุษย์ตามพระประสงค์ของพระพรหม, ที่มา: hindugod99.blogspot.com, วันที่เข้าถึง: 14 ธันวาคม 2568.
1.
4). ภักติ (भक्ति) หมายถึง “ความศรัทธา (เก้าประการ)” ดังที่อธิบายไว้ในศิวะ ปุราณะ 2.2.23 เมื่อพระศิวะตรัสกับพระนางสตี (सती - Satī)1). เป็นพระชายาองค์แรกของพระศิวะ ที่สละชีพด้วยการเผาตนเองเพราะความอัปยศที่บิดา (พระทักษะ) กระทำต่อสามี, 2). ธรรมเนียมที่ภรรยาชาวอินเดียใต้เผาตัวเองบนกองฟืนของสามีที่เสียชีวิต เป็นสัญลักษณ์ความภักดี แต่ถูกสั่งห้ามตั้งแต่ปี พ.ศ.2372/ค.ศ.1829.) ว่า “[...] โอ้พระนางสตี โปรดฟัง ข้าจะอธิบายหลักการอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้สรรพสัตว์ผู้สำนึกผิดกลายเป็นผู้หลุดพ้น {मुक्ता - mukta - มุกตะ - (liberate/free from karma, suffering)},ความศรัทธา (ภักติ) ต่อข้าถือเป็นผู้ประทานความสุขทางโลกและความรอดพ้น สามารถบรรลุได้ด้วยพระคุณของข้าเท่านั้น มีเก้าประการ (नवधा - navadhā - นวธา) ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างความศรัทธาและความรู้ที่สมบูรณ์ ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับความศรัทธาจะได้รับความสุขชั่วนิรันดร์ ความรู้ที่สมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้นในคนชั่วที่ต่อต้านความศรัทธา”.
องค์ประกอบเสริมทั้งเก้าประการ (navāṅga) แห่งความศรัทธา ได้แก่:
(1) ศรวณะ (श्रवण - śravaṇa - listening) การรับฟัง,
(2) กีรตนะ (कीर्तन - kīrtana - enulogising) การสรรเสริญ,
(3) สมรณะ (स्मरण - smaraṇa - remembering) การระลึกถึง,
(4) เสวนะ (सेवन - Sevana - serving) การรับใช้,
(5) ทาสยะ (दास्य - dāsya - surrendering) การยอมจำนน,
(6) อรจนะ (अर्चन - arcana - worshipping) การบูชา,
(7) วันทานะ (वन्दन - vandana - saluting) การคารวะ,
(8) สาคยะ (सख्य - sakhya - friendliness) ความเป็นมิตร,
(9) อรปณะ (अर्पण - arpaṇa - dedication) การอุทิศตน,
03. วิทเยศวร สังหิตา (वैद्येश्वर संहिता - vidhyeśvara Saṃhitā) เป็นหนึ่งในเจ็ดสังหิตาที่ปรากฏในศิวะ ปุราณะ. ในวิทเยศวร สังหิตาแห่งศิวะ ปุราณะสูตร ได้อธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของการบูชาศิวลึงค์ (लिङ्ग - Liṅga). ผู้ใดที่ไม่สามารถประกอบพิธีกรรมทั้งสามประการ ได้แก่ “ศรวณะ (श्रवण - śravaṇa - hearing) การฟัง” “มนนะ (मनन - Manana - reflection) การใคร่ครวญ” และ “นิทิธยาสนะ (निदिध्यासन - nididhyāsana - constant musing) การครุ่นคิดอย่างต่อเนื่อง” ควรบูชาศิวลึงค์เพื่อข้ามผ่านมหาสมุทรแห่งชีวิตทางโลก. จากนั้นข้อความก็อธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการบูชา ซึ่งประกอบด้วยการสร้างศาลา ถวายดอกไม้ อาหาร และอื่น ๆ .
04. รุทระ สังหิตา (रुद्र संहिता - Rudra Saṃhitā) - เป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของศิวะ ปุราณะ ซึ่งให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับชีวิตและวีรกรรมของพระศิวะและครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ สังหิตานี้แบ่งออกเป็นห้าส่วนย่อย ได้แก่ ศรีษฏิกัณฑ์ (सृष्टिखण्ड - Sṛṣṭikhaṇḍa) สตีกัณฑ์ (सतीखण्डा - Satīkhaṇḍa) ปารวตีกัณฑ์ (पार्वतीखण्ड - Pārvatīkhaṇḍa)
กุมารกัณฑ์ (कुमारखण्ड - Kumārakhaṇḍa) และยุทธกัณฑ์ (युद्धखण्डा - Yuddhakhaṇḍa) แต่ละส่วนเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญและคำสอนที่เกี่ยวข้องกับพระศิวะ.
05. ศตรุทระ (शतरुद्र - Śatarudra) เรื่องราวของศตรุทระถูกถ่ายทอดให้แก่พระรามโดยฤๅษีวฺยาส เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตทั้งหมดเป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาต่าง ๆ ของจิตใจ. ศตรุทโรปาขยานะ (शतरुद्रोपाख्यान - Śatarudropākhyāna) เป็นเรื่องราวของสันยาสี (सन्न्यासिन् - sannyāsin) ผู้บำเพ็ญภาวนา สิ่งใดก็ตามที่ท่านคิดหรือพิจารณาในใจ สิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาเหมือนน้ำที่เปลี่ยนเป็นคลื่น และกลายเป็นพรหรือทรัพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่ที่จิตใจของท่านได้รับมาอันเป็นผลมาจากความบริสุทธิ์ ท่านเก็บตัวอยู่ในอาศรมและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ทีละอย่าง.
06. โกฏิรุทระ (कोटिरुद्र - Koṭirudra - millions of Rudras) -
มีการอธิบายการปฏิบัติบูชาสามประเภท (1) โดยการทำสมาธิ (2) การสวดมนต์ และ (3) การกระทำเพื่อการบูชาและการรับใช้. อย่างครบถ้วน จำเป็นต้องฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่ง.
07. อุมา สังหิตา (उमा-संहिता - Umā-Saṃhitā) - เน้นที่พระอุมาเทวี (หรือพระนางปารวตี) และบทบาทของพระนางในฐานศักติ (शक्ति -Śakti - spear, javelin, “Goddess of all and the prime cause and the mother of the three deities”) สูงสุดเคียงข้างพระศิวะ มีเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น จักรวาลวิทยา ปรัชญา และรูปแบบต่าง ๆ ของการบูชา.
08. ไกลาสสะสังหิตา (कैलाससंहिता - Kailāsasaṃhitā) - เป็นสังหิตาที่อุทิสให้กับการอธิบายหลักธรรมคำสอนของพระศิวะ ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการด้านภาษาจากสำนักกัศมีร์ ตรีกะ {कश्मीरी तारिका - Kashmiri Trika หรือ Tarika - ปรัชญาตันตระไศวะที่ไม่ยึดติดกับทวิภาวะหรืออทวินิยม (a Non-Dualistic) ซึ่งมีต้นกำเนิดในแคชเมียร์ (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9-13) เน้นการตระหนักถึงความเป็นเทพในตัวเราเองในฐานะพระศิวะ มักเรียกว่า "ระบบสามส่วน - threefold system" โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สามองค์ประกอบ ได้แก่ พระศิวะ (จิตสำนึก - consciousness) พระศักติ (พลังงาน - energy) และพระนร (จิตวิญญาณที่จำกัด - Limited soul)} และสำนักไศวะสิทธันตะ (शैव-सिद्धान्त - Śaiva-siddhānta - เป็นหนึ่งในสำนักศาสนาไศวนิกายที่เก่าแก่และโดดเด่นที่สุด โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติกันในภารตะตอนใต้และศรีลังกา เป็นประเพณีแบบทวิภาวะหรือ "เอกเทวนิยมแบบพหุภาวะ" ที่ถือว่าพระศิวะเป็นพระเจ้าสูงสุดและเป็นเทวภาพส่วนบุคคล).
09. วายะวียะ (वायवीय - Vāyavīya) หรือ วายะวียะสังหิตา (वायवीयसंहिता - Vāyavīyasaṃhitā) - เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายผสมผสานกับโยคะที่ออกแบบมาสำหรับเด็ก นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับทิศตะวันตกเฉียงเหนือและวรรณกรรมตันตระที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุด้วย.
10. ชีวันมุกตะ (जीवन्मुक्त - Jīvanmukta) - ดวงวิญญาณที่มีชีวิตอิสระ - A living liberated soul.
1.
2.
หน้าที่ 5 (31)
อันที่จริงแล้ว การประกอบพิธีอัศวเมธหนึ่งพันครั้งและการประกอบพิธีวาจเปยะ01 หนึ่งร้อยครั้ง ยังไม่เพียงพอถึงหนึ่งในสิบหกของสิ่งที่ได้รับจากศิวะ ปุราณะ. โอ้ ท่านผู้ทรงคุณธรรมสูงสุด! บุคคลผู้ไม่เคยสดับคัมภีร์ศิวะ ปุราณะ ผู้เปี่ยมด้วยความศรัทธาอันยิ่งใหญ่. มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ อาทิ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำอื่น ๆ . มีเมืองศักดิ์สิทธิ์เจ็ดเมือง อาทิ เมืองคยา และเมืองอื่น ๆ . ไม่มีแม่น้ำหรือเมืองใดเทียบเท่ากับคัมภีร์ศิวะ ปุราณะนี้ได้. หากผู้ใดปรารถนาจะบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดไวร้ ทุก ๆ วันก็ควรตั้งใจอ่านศิวะ ปุราณะสักหนึ่งโศลกหรือครึ่งโศลก. หากผู้ใดเข้าใจความหมายและกล่าวถึงศิวะ ปุราณะ หรือหากผู้ใดอ่านศิวะ ปุราณะอย่างสม่ำเสมอด้วยความศรัทธา ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาตมัน01 ของบุคคลนั้นจะเป็นมงคล. หากผู้มีปัญญาตั้งใจสดับรับฟังอย่างจดจ่อในขณะที่กำลังจะสิ้นลมแล้วไซร้ พระมเหศะ2. จะทรงพอพระทัยยิ่ง และประทานสถานที่ในที่ประทับของพระองค์ให้แก่เขา. หากผู้ใดบูชาศิวะ ปุราณะทุกวัน เขาจะได้รับทุกสิ่งที่ปรารถนา. ผู้ใดที่ให้เกียรติแก่สิ่งนี้ในลักษณะเช่นนี้ ผู้นั้นจักมีความสุขเสมอ. คัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันบริสุทธิ์นั้น เป็นทุกสิ่งสำหรับผู้ศรัทธาในพระศิวะ. หากเขาปรารถนาความสุขในโลกนี้และโลกหน้า เขาต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อรับใช้พระศิวะด้วยความรัก. คัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันประเสริฐนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระศิวะ. คัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันสูงสุดและบริสุทธิ์ได้มอบเป้าหมายสี่ประการในดำรงอยู่ของมนุษย์3. ต้องสดับอยู่เสมอ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องอ่านให้ไพเราะโดยตลอด. คัมภีร์นี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพระเวท อิติหาสะ และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ และให้ความเชื่อมั่นถึงผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่. ผู้ที่ปรารถนาการหลุดพ้นต้องเข้าใจศิวะ ปุราณะเสมอ. สำหรับผู้ที่แสวงหาความรู้เกี่ยวกับอาตมัน ศิวะ ปุราณะนี้เป็นสิ่งสูงสุด. ในบรรดาสิ่งสูงสุดทั้งหลายนี้ ให้ผู้มีคุณธรรมพึงรับใช้และบูชาศิวะ ปุราณะนี้อย่างสม่ำเสมอ.
---------------
1. อัศวเมธ (अश्वमेध - Aśvamedha) คือการบูชายัญม้า ส่วนวาจเปยะ (वाजपेय - Vājapeya) คือการบูชายัญประเภทหนึ่งที่ถวายแด่พระโสม (พระจันทร์).
2. พระมเหศะ (महेश - Maheśa) - พระศิวะเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่.
3. หลักปุรุษารถะ (पुरुषार्थ - Puruṣārtha - four aims of life) ปรากฎในศิวะ ปุราณะ 2.2.41. - หลักคำสอนสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หมายถึง เป้าหมายหลัก 4 ประการของชีวิตมนุษย์ ประกอบด้วย ธรรม (धर्म - Dharma - Righteousness) ความถูกต้องชอบธรรม, อรรถ (अर्थ - Artha - Material well-being) ความมั่งคั่งทางวัตถุ, กาม (काम - Kāma - Enjoyment) ความสุขทางโลกและกามารมณ์, และ โมกษะ (मोक्ष - Mokṣa - Liberation from worldly ties) การหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและเกื้อกูลกันเพื่อความสมบูรณ์.
หมายเหตุ และคำอธิบาย
01. อ้างอิง ข้อที่ 4 ในหมายเหตุ และคำอธิบาย หน้าที่ 1 (27) ข้างต้น.
1.
2.
หน้าที่ 6 (32)
มันจะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากทั้งสามประการ.1 มันมอบความสุขและควรค่าแก่การรักยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง. มันทำให้พระพรหม01 พระหริ02 พระอีศา03 และเหล่าอมตะเทพ.2 ทรงพอพระทัย. ข้าฯ ขอบูชาคัมภีร์ศิวะ ปุราณะ. ขอให้พระศิวะทรงพอพระทัยและประทานความศรัทธาแก่ข้าฯ ที่พระบาทของพระองค์ด้วยเถิด.
1.
2.
3.
บทที่ 2-1 (1) (เรื่องราวของเทวราชา04)
1.
เซานกะกล่าว 'โอ้ สูตะ! โอ้ ผู้เปี่ยมไปด้วยบุญบารมี! โอ้ สูตะ! ท่านรู้ความหมายอันสูงสุดและเปี่ยมไปด้วยพร. ด้วยความเมตตาของท่าน ท่านได้ทำให้เราได้ฟังเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์และน่าอัศจรรย์นี้. มันได้ชำระจิตใจและมลายบาปกรรมได้มากมาย. เราได้ฟังเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ซึ่งก่อให้เกิดความพึงพอใจในพระศิวะ. ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้เทียบเท่าเรื่องราวนี้ได้. ไม่มีสิ่งใดเหนือกว่านี้. ด้วยความเมตตาของท่าน เราจึงได้เรียนรู้เรื่องนี้. ในกลียุคนี้ ใครเล่าคือคนบาปที่จะได้รับการชำระล้างบาปด้วยเรื่องราวนี้? โอ้ สูตะ! ด้วยความเมตตาของท่าน โปรดบอกเราด้วย เพื่อความพึงพอใจของโลก.'
สูตะตอบว่า "มีมนุษย์บางคนกระทำบาป. พวกเขามีความหลอกลวงและชั่วร้ายในการประพฤติ. พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับความปรารถนาและความชั่วร้ายอื่น ๆ อยู่เสมอ. พวกเขาก็ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยสิ่งนี้เช่นกัน นี่คือญาณ-ยัญญะ3 อันประเสริฐ. ซึ่งมันจะมอบความสุขและความหลุดพ้นอยู่เสมอ. มันจะชำระล้างบาปทั้งหมดและนำความพึงพอใจมาสู่พระศิวะ. มีบางคนที่กระหายน้ำอย่างรุนแรง4. พวกเขาขาดความจริงและตำหนิบิดามารดาตน.
---------------
1. สัมพันธ์กับอธิไทวิกะ หรือ อาธิไทวิกะ (अधिदैविक - Adhidaivika หรือ आधिदैविक - Ādhidaivika - โชคชะตา - Destiny), อาธิเภาติกะ (आधिभौतिक - Ādhibhautika - ตามธรรมชาติ - Nature - โรคที่เกิดจากธรรมชาติ - Nature-based afflictions), และอัธยาทมิกะ {अध्यात्मिक - Adhyātmika - internal wheel (cakra) จักระภายใน - one's own nature - ธรรมชาติของตนเอง}.
2. พระหริ คือ พระวิษณุ และพระอีศา คือ พระศิวะ.
3. การเสียสละเพื่อแสวงหาญาณ (ज्ञान - Jñāna - ความรู้ - knowledge), ญาณ-ยัญญะ (ज्ञानयज्ञ - Jñāna-yajña) หมายถึง "การเสียสละในรูปแบบของการพิจารณาถึงธรรมชาติทางจิตวิญญาณ" (อ้างอิงจากหน้าอภิธานศัพท์ ศรีมัด-ภควัท-คีตา).
4. นั่นคือ ความปรารถนา.
หมายเหตุ คำอธิบาย:
01. พระพรหม (ब्रह्मा - Brahmā).
02. พระหริ (हरि - Hari).
03. พระอีศา หรือ พระอีศะ (ईश - Īśa or Isha) - 1). พระวิศวเทวะ ( विश्वदेव - Viśvadeva - เทพสากล) (มหาภารตยุทธ อนุศาสนบรรพ อัธยายะที่ 91 โศลกที่ 31), 2). พระศิวะ - กลายเป็นพระรุทระด้วยพระคุณของนางลลิตา (ललिता - Lalita)- หรือรูปอีษานะ (ईशाना - īśāna); รูปเคารพองค์ที่สี่ในฐานะผู้ปกป้องอาทิตยะ (Image of; fourth mūrti - मूर्ति as protecting Āditya - आदित्य), 3). หมายถึง “ผู้ควบคุม บางครั้งหมายถึงพระวิษณุ และบางครั้งหมายถึงพระรุทระ” (ดูหน้าอภิธานศัพท์จากศรีมัท ภควัดคีตา).
04. เทวราชา (देवराज - Devarāja) หมายถึง พระอินทร์ ราชาแห่งทวยเทพ (ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไวษณพนิกาย).
1.
2.
หน้าที่ 7 (33)
พวกเขาเป็นผู้อวดดีและมักก่อความรุนแรง. แต่กระนั้นคนเช่นนี้ก็ยังได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์ด้วยสิ่งนี้. มีบางคนที่ละทิ้งธรรมของวรรณะ1. และอาศรม2. ของตนเอง. พวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา. ในกลียุคนี้ แม้กระนั้น พวกเขาก็ยังได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยญาณ-ยัญญะนี้. ยังมีผู้หลอกลวงที่หมกมุ่นอยู่กับการฉ้อโกง. พวกเขาโหดร้ายและไร้หัวใจ. ในกลียุคนี้ แม้แต่พวกเขาก็ยังได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยญาณ-ยัญญะนี้. มีผู้ที่เลี้ยงชีพด้วยการยึดทรัพย์สินของพราหมณ์และติดอยู่กับความชั่วร้าย3. ในกลียุคนี้ แม้แต่พวกเขาก็ยังได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยญาณ-ยัญญะนี้. ยังมีคนบางกลุ่มที่หมกมุ่นอยู่กับบาปกรรม. พวกเขากระทำการฉ้อโกงและชั่วร้ายอย่างยิ่ง. ในกลียุคนี้ แม้แต่พวกเขาก็ยังได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยญาณ-ยัญญะนี้. ยังมีคนบางกลุ่มที่สกปรกและชั่วร้ายในสติปัญญา. พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยทรัพย์สินของเหล่าเทพเทวา.4 และกระนั้นพวกเขาก็ยังได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยญาณ-ยัญญะนี้. นี่คือปุราณะที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด. คัมภีร์นี้ได้ทำลายบาปมหันต์ทั้งหลาย. คัมภีร์ปุราณะนี้ได้มอบความสุขและความหลุดพ้น และได้ให้คำมั่นถึงความพึงพอใจแก่พระศิวะ."
"ในเรื่องนี้ จะมีการเล่าประวัติศาสตร์โบราณเรื่องหนึ่ง. ครั้นเมื่อได้ยินแล้ว บาปก็จะไม่คงอยู่อีกต่อไป. ในเมืองกิราตะ,5 มีพราหมณ์ท่านหนึ่งซึ่งมีความรู้ไม่เพียงพอ. เขาได้ละทิ้งธรรมะของเหล่าทวยเทพและขายน้ำผลไม้ให้แก่คนยากจน.6 เขาเบี่ยงเบนหนทางแห่งการดำรงชีพที่ควรจะเป็นของเหล่าไวศยะ.7
---------------

1. วรรณะ (वर्ण - Varṇa - Four castes) ทั้งสี่ ประกอบด้วย พราหมณ์ (ब्राह्मण - Brāhmaṇa), กษัตริย์ (क्षत्रिय - Kṣatriya), แพศย์หรือไวศยะ (वैश्य - Vaiśya), และศูทร (शूद्र - Śūdra). รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ในที่มาและคำอธิบายที่ ๐๑ ของ ดร.ภีมราว รามชี อามเพฑกร (ดร.อัมเบดก้าร์)
2. อาศรม (आश्रम - Āśrama) ทั้งสี่ ประกอบด้วย พรหมจรรย์ (ब्रह्मचर्य - Brahmacarya - การเรียนรู้ ), คฤหัสถ์ (गार्हस्थ्य - Gārhasthya - การครองเรือน), วานปรัสถ์ (वानप्रस्थ - Vānaprastha - การออกป่า), และ สันยาสะ (सन्न्यास - Sannyāsa - บ้างก็เรียกสันยาสี (सन्न्यासी - Sannyāsī) - สละโลก) รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ในที่มาและคำอธิบายที่ ๐๖ ของ ดร.ภีมราว รามชี อามเพฑกร (ดร.อัมเบดก้าร์) .
3. ความชั่วร้ายนี้ หมายถึง วยภิจาร (व्यभिचार - Vyabhicāra) - การเบี่ยงเบนในเรื่องเพศ. ตามที่กล่าวไว้ในศิวะ ปุราณะ บรรพที่ 2 อัธยายะที่ 3 โศลกที่ 54 ("คำอธิบายหน้าที่ของภรรยาผู้บริสุทธิ์") ดังที่สตรีพราหมณ์ (พราหมณี) ท่านหนึ่งกล่าวกับปารวตีว่า "[...] โอ้ ท่านหญิงผู้อ่อนโยน สตรีผู้บริสุทธิ์ สามารถแบ่งออกได้เป็นสี่ระดับ. แม้เมื่อนึกถึงพวกเธอ พวกเธอก็จะขจัดบาปได้. การแบ่งระดับประกอบด้วยระดับสูง เป็นต้น. พวกเธอคือระดับสูง ระดับกลาง ระดับต่ำ (निकृष्टा - nikṛṣṭā - นิกฤษฏา - ด้อยกว่า) และระดับต่ำมาก. ข้าฯ จะอธิบายลักษณะของพวกเธอ จงฟังด้วยความตั้งใจ [...] โอ้ ปารวตี ผู้ที่พิจารณาหน้าที่ของตนในใจและละเว้นจากการหลงผิด (วยภิจาร) นั้นอยู่ในระดับต่ำในหมู่ผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าเธอบริสุทธิ์ในการประพฤติ [...]".
4. ซึ่งหมายความว่าพวกเขาลักขโมยของจากวัด.
5. ชาวกิราตะ (किरात - Kirāta) เป็นนักล่า, กิราตะ - ผู้คนแห่งอาณาจักรทางตะวันออก; อาณาจักรบนภูเขา; ถูกภารตะพิชิตและได้รับการชำระล้างบาปด้วยการบูชาพระหริ; ถูกกัลกี (कल्कि - Kalki รายละเอียดดูใน นารายณ์อวตาร ตอนที่ 10 กัลกิยาวตาร) ปราบ; เป็นเผ่าบนภูเขา; ถูกสาคระ หรือสาคร (सागर - Sāgara - Ocean, Samudra) พิชิต, ยึดถ้ำและเนินเขาเป็นที่อยู่อาศัย; พราหมณ์ที่ร่วมประเวณีกับหญิงชาวกิราตะ จะต้องชำระล้างบาปในตอนท้ายของวันที่สิบสอง - มีพิธีกรรมอ้างถึง.
6. เนื่องจากพวกเขาเป็นคนยากจน จึงไม่ควรถูกขอให้จ่ายเงิน หรืออีกนัยหนึ่ง ดาริโดรราสะ (daridrorasa) อาจหมายความว่าเขาจำหน่ายสุรา.
7. สันธยา (सन्ध्या - Sandhyā) หรือ สนธยา คือช่วงเวลาระหว่างกลางวันและกลางคืน หมายถึง รุ่งอรุณหรือพลบค่ำ บางครั้งเที่ยงวันก็เรียกว่าสนธยาเช่นกัน ในช่วงเวลาเหล่านี้ควรอาบน้ำ การค้าขาย การซื้อขาย เป็นพิธีกรรมของวรรณะไวศยะ ไม่ใช่วรรณะพราหมณ์.
1.
2.
หน้าที่ 8 (34)
เขาเป็นที่รู้จักในนามของเทวราชา และได้หลอกลวงผู้คนให้หลงเชื่อ. เขาริบสมบัติของพวกวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ และศูทร. ด้วยวิธีการฉ้อฉลดังกล่าวนี้ เขาสะสมความมั่งคั่งไว้มากมาย. ด้วยการกระทำที่อธรรมหลายประการ เขาสะสมความมั่งคั่งไว้กับตัวเอง. แต่เนื่องจากเขาเป็นคนบาป เขาจึงไม่ใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นแม้แต่น้อยในการทำสิ่งที่เป็นธรรมะ. มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้าพราหมณ์คนนี้ได้ไปอาบน้ำที่ทะเลสาบแห่งหนึ่ง. ขณะนั้นมีนางคณิกาชื่อ โศภาวตี (शोभवति - Śobhavati - เป็นหนึ่งคณะอัปสรา ซึ่งเป็นธิดาของมารุต01) ได้มาถึงที่นั่น. เมื่อเห็นนางเข้า เขาก็รู้สึกตื่นเต้น. เมื่อนางรู้ว่าพราหมณ์ผู้มั่งคั่งนี้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล (เสน่หา) ของนาง หญิงสาวผู้สวยงามก็ดีใจยิ่งนัก. จากการที่ทั้งสองได้สนทนากัน ความรักจึงเกิดขึ้นในใจเขา. เขาอยากจะแต่งงานกับนาง. นางก็ยินยอมให้เขาเป็นสามีเช่นกัน. ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความปรารถนาและมีความสุขด้วยกันเป็นเวลานาน. ไม่ว่าจะนั่ง นอน ดื่ม กินหรือเล่น พวกเขาก็ปฏิบัติต่อกันเมื่อคู่รัก และใช้ชีวิตร่วมกัน. แม่ พ่อและภริยา1 ของเขาพยายามห้ามปรามเขาหลายครั้ง. แต่เจ้าพราหมณ์ก็ไม่ฟังคำพูดของพวกเขา และยังคงประพฤติชั่วเช่นนั้นต่อไป. ครั้งหนึ่งเขาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตใจที่คับแคบ. ขณะที่พวกเขาหลับไหลในยามค่ำคืน เจ้าพราหมณ์ผู้นั้นได้ฆ่าพ่อแม่และภรรยาของตน และขโมยทรัพย์สินของพวกเขาไป. จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาในหญิงโสเภณี. เขาจึงมอบทรัพย์สินของตนและทรัพย์สินที่ได้มาจากบิดาและคนอื่น ๆ ให้แก่นาง. เจ้าคนบาปผู้นั้นกินสิ่งที่ไม่ควรกิน. เขาอยากดื่มสุรา. เจ้าพราหมณ์เลวทรามที่สุดนี้มักกินจากภาชนะเดียวกันกับหญิงโสเภณีเสมอ."
'ครั้งหนึ่ง ด้วยแรงผลักดันจากโชคชะตา เขาได้เดินทางมาถึงเมืองปรติษฐาน.2 เขาเห็นวิหารพระศิวะแห่งหนึ่งที่นั่น ที่แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีคุณธรรม. ขณะที่พราหมณ์ผู้นั้นอยู่ที่นั่น เขาป่วยเป็นไข้หนักและได้ยินเรื่องราวของพระศิวะโดยตลอด ที่กล่าวขึ้นจากพราหมณ์ท่านหนึ่ง. หลังจากป่วยเป็นไข้หนักมาได้หนึ่งเดือน เทวราชาจึงสิ้นชีวิตลง.
---------------
1. ภริยาปัจจุบันคนก่อนหน้าที่จะเจอนางคณิกา.
2. ปรติษฐาน (प्रतिष्ठान - Pratiṣṭhāna) แต่อาจจะเป็นเมืองที่ชื่อไพธาน (Paitan) อยู่ในรัฐมหาราษฏระ (महाराष्ट्र - Mahārāṣṭra)
หมายเหตุ การขยายความ:
01. มารุต หรือ มรุต (मरुत - Marut) พวกมารุต (The Maruts) รายละเอียดดูในหมายเหตุ การขยายความ ข้อที่ 1 หน้า 79 ของ ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.004 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 1).
1.
2.
หน้าที่ 9 (35)
เหล่าข้ารับใช้ของพระยมได้มัดเขาด้วยบ่วงและบังคับพาตัวเขาไปยังยมโลก. อย่างไรก็ตาม เหล่าสาวกของพระศิวะก็อยู่ที่นั่น แต่งกายด้วยชุดสีขาวและถือตรีศูล. แขนขาของพวกเขาทาด้วยเถ้าถ่าน และพวกเขาสวมลูกปัดรุทรากษะ01,1 พวกเหล่าสาวกเดินทางมาจากโลกของพระศิวะ (เขาไกรลาส) และมุ่งหน้าไปยังยมโลกด้วยความโกรธแค้น. พวกเขาตำหนิและทุบตีผู้ส่งสารของเทวราชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า. พวกเขาก็ปล่อยเทวราชาและวางเขาบนวิมาน02,2 อันงดงาม. เมื่อให้เขาได้นั่งในที่นั้น ผู้ส่งสารก็รีบออกเดินทางไปยังเขาไกรลาส03 อย่างกระตือรือร้น. ทันใดนั้นก็เกิดความวุ่นวายอย่างมากในยมโลก. เมื่อได้ยินเช่นนั้นธรรมราชา3 ก็เสด็จออกจากที่ประทับของพระองค์. พระองค์เห็นผู้ส่งสารทั้งสี่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพระรุทระเอง ธรรมราชาผู้รู้ในธรรมะจึงปฏิบัติตามกฎและบูชาพวกเขา ด้วยปัญญาญาณแห่งความรู้ พระยมจึงรู้เรื่องราวทั้งหมด ด้วยความกลัว พระองค์จึงไม่ได้ถามอะไรผู้ส่งสารของพระศัมภู04 ผู้มีจิตใจสูงส่ง เมื่อได้รับการบูชาแล้ว พวกเขาก็ขอลาจากพระองค์ พวกเขาไปที่ไกรลาสและมอบเขาให้แก่พระศิวะและพระนางอัมพา4 ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาดุจมหาสมุทร เรื่องราวในศิวะ ปุราณะนั้นศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์อย่างยิ่ง. เมื่อใดที่คนบาปได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น เขาก็จะได้รับการปลดปล่อย ที่ประทับอันประเสริฐของพระสทาศิวะ05 เป็นดินแดนอันยิ่งใหญ่และสูงสุด. ผู้ที่รู้พระเวทกล่าวว่าที่ประทับนั้นตั้งอยู่เหนือโลกทั้งปวง. พราหมณ์เทวราชาเป็นคนบาป. เพราะความโลภของเขา เขาจึงก่อความรุนแรงต่อพราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ ศูทร และสรรพสัตว์อื่น ๆ อีกมากมาย ปล้นชีวิตพวกเขา. เขาฆ่ามารดา บิดา และภรรยาของตนเอง เขาเป็นคนขี้เมาและร่วมหลับนอนกับนางคณิกา. อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาไปถึงที่นั่น เขาก็ได้รับการปลดปล่อยในทันที.'
---------------
1. ลูกปัดที่พระศิวะทรงโปรดปราน ทำจากเมล็ดของต้นอีเลโอคาร์ปัส (Elaeocarpus) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ดวงตาของพระรุทระ.
2. พาหนะแห่งสวรรค์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์.
3. หมายถึงพระยม.
4. นางปารวตี หมายถึงมารดา.
หมายเหตุ การขยายความ:

ลูกปัดรุทรากษะ, ที่มา: sagittariuspublications.com, วันที่เข้าถึง: 5 กุมภาพันธ์ 2569.
1.
01. ลูกปัดรุทรากษะ (रुद्राक्ष - Rudrākṣa) บ้างปริวรรตอักษรเป็นไทยว่า รุทรักษะ เป็นคำเรียกหินหรือเมล็ดตากแห้งจากพืชสกุลอีเลโอคารปัส (Elaeocarpus) โดยเฉพาะสปีซีส์ Elaeocarpus ganitrus หินเหล่านี้นำมาใช้เป็นลูกประคำสวดภาวนาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะในไศวนิกาย และในพระพุทธศาสนา เมื่อเม็ดสุกได้ที่ ผล รุทรากษะ จะปกคลุมด้วยเนื้อผลไม้สีน้ำเงินที่บางครั้งอาจเรียกว่าเป็นลูกปัดบลูเบอร์รี.
02. วิมาน (विमान - Vimāna).
03. ไกรลาส (कैलाश - Kailāśa) - ที่ประทับของพระศิวะ.
04. ศัมภู (शम्भु - Śambhu) หรือ ศยัมภู - ผู้เป็นมงคล เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระศิวะ.
05. พระสทาศิวะ (सदाशिव - Sadāśiva - “ผู้มีเมตตา ร่าเริง และมั่งคั่งอยู่เสมอ - Always kind, happy and prosperous”) - หนึ่งใน 11 พระนามของพระรุทระ ดังที่กล่าวไว้ในบทที่สองของศรีรุดรัม (Śrī-rudram) พระนามเหล่านี้แสดงถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของพระองค์.
1.
2.
แหล่งอ้างอิง:
01. จาก. Shiva Purana Volume 1, แปลโดย Bibek Debroy, สำนักพิมพ์เพนกวิน แรนดอม เฮ้าส์ อินเดีย (Penguin Random House India), พ.ศ.2566, ISBN 9780143459699, ตีพิมพ์ในภารตะ.
02. จาก. www.wisdomlib.org.