MENU
TH EN

1.009: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 2

Title Thumbnail & Hero Image: พรหมัน, พัฒนาเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569.
1.009: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 2
First revision: Aug.20, 2026
Last change: Sep.18, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรต โดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
 
หน้าที่ 163 (ต่อ)
1.
บทที่ 8
พรหมัน

       ต่อไปนี้เราจะเริ่มนิยามความจริงสูงสุดจากมุมมองเชิงวัตถุ ซึ่งเรียกว่าพรหมัน1.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. วูล์ฟกัง ฟริทซ์ เฮาก์ (Wolfgang Fritz Haug) - (เกิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2479/ค.ศ.1936 ที่เมืองเอสลิงเงน อัม เนคาร์ รัฐเวือร์ทเทมแบร์ก สหพันธรัฐเยอรมนี) ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเสรีแห่งเบอร์ลินตั้งแต่ปี พ.ศ.2522/ค.ศ.1979 จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ.2544/ค.ศ.2001 ซึ่งเขาได้ศึกษาภาษาโรมานซ์และศาสนศึกษา และได้รับปริญญาเอก (ในปี พ.ศ.2509/ค.ศ.1966 ในหัวข้อ "ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ และการสร้างความไร้สาระ - Jean-Paul Sartre and the construction of absurdity").
02. ไฮน์ริช ร็อท (Heinrich Roth) - (18 ธันวาคม พ.ศ.2163/ค.ศ.1620 - 20 มิถุนายน พ.ศ.2211/ค.ศ.1668) - มิชชั่นนารีเยซูอิต ชาวเยอรมัน และนักวิชาการด้านภาษาสันสกฤต เข้ามาในภารตะที่เกาะในเมืองกัวก่อน แล้วมาพำนักในเมืองอักรา ท่านเรียนรู้เรื่องภารตะ และภาษาสันสกฤต ตีพิมพ์เรื่องราวการเดินทางกลับยุโรปทางบก เล่าเรื่องจักรวรรดิโมกุล.
03. เฮนรี่ โอลเดนเบิร์ก (Henry Oldenburg) - (ราว พ.ศ.2162/ค.ศ.1619 - 5 กันยายน พ.ศ.2220/ค.ศ.1677) นักปรัชญาชาวเยอรมัน เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการของราชสมาคม เพื่อส่งเสริมปรัชญาธรรมชาติ ในกรุงลอนดอน ท่านอุทิศตนในการออกวารสารและคัดกรองวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ - Philosophical Transactions อย่างสม่ำเสมอ และตีพิมพ์หนังสือสำคัญสองเล่มคือ "Principia" และ "Optics". 
04. เพาล์ ดุสเซ่น (Paul Jakob Deussen) รายละเอียดดูในหน้าที่ 114 หมายเหตุ การขยายความที่ 02 ของ ปรัชญาอินเดีย เล่มที่
1.006 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 3).
05. มัคส์ มึลเลอร์ (Max Müller) รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ 
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1 - รวมสัปตะฤๅษี.
---------------
1. คำถามที่ว่า "พรหมัน - ब्रह्मन् - Brahman" มีความหมายถึงความจริงสูงสุดในอุปนิษัทในอุปนิษัทได้อย่างไรนั้น มีนักวิชาการหลายท่านที่ให้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป. เฮาก์01 เขื่อว่า พรหมัน หมายถึง การอธิษฐาน โดยมีรากศัพท์มาจาก พฤห - Bṛh ซึ่งหมายถึง การพองตัวหรือการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงหมายถึงสิ่งที่พองตัวหรือเจริญเติบโตนั่นเอง. คำอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ก่อให้เกิดการเจริญเติบโต จากนั้นจึงมีความหมายถึงพลังแห่งธรรมชาติ และในภายหลังหมายถึงความจริงแท้สูงสุด. ตามที่ร็อท02 กล่าวไว้ พรหมันในตอนแรกหมายถึงพลังแห่งเจตจำนงที่มุ่งไปยังเทพเจ้า จากนั้นจึงหมายถึงสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ และในที่สุดก็หมายถึงความสัมบูรณ์. โอลเดนเบิร์ก03 คิดว่าในสมัยพระเวทนั้น เมื่อโลกเต็มไปด้วยเทพเจ้าและพลังลึกลับมากมายที่สามารถสร้างความสุขและความทุกข์ได้ บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดคือหมอผี ผู้ใช้เวทมนต์และสร้างผลใด ๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ. ดังนั้นพรหมันจึงหมายถึงเวทมนตร์. ในสมัยของบรรดาเหล่าพราหมณ์นั้น คำนี้หมายถึงบทสวดศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการบูชายัญ. บางทีบทสวดเหล่านี้บางส่วนอาจถูกใช้เป็นเวทมนตร์เพื่อสร้างผลอันวิเศษ. คำนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนไปหมายถึงพลังงานศูนย์กลางที่สร้างโลก. ดุสเซ่น04 เชื่อว่าพรหมันคือคำอธิษฐาน ซึ่งยกระดับจิตวิญญาณ เมื่อเรารับรู้ความจริง และความจริงนั้นก็ถูกแทนด้วยคำนี้. มัคส์ มึลเล่อร์05 ได้สืบย้อนที่มาของ "คำ" นี้ ดังที่เห็นได้จากชื่อ พฤหัสปติ (बृहस्पति - Bṛhaspati) หรือ วากัสปติ (वाचस्पति - Vācaspati) ซึ่งหมายถึงเทพแห่งคำพูด. สิ่งที่เปล่งเสียงออกมาคือพรหมัน (S.S. - Six Systems of Indian Philosophy หน้าที่ 52 และ 70 - รายละเอียดดูใน ระบบทั้งหกของปรัชญาอินเดีย 1.). เราไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับรากศัพท์ของคำนี้. สำหรับเราแล้ว พรหมันหมายถึง ความจริงที่เติบโต หายใจหรือขยายตัว.
1.
2.

หน้าที่ 164 
ในฤคเวท, เราได้เห็นแล้วว่าแนวคิดด้านเอกนิยมนั้นได้มาถึงแล้ว. ส่วนในคัมภีร์อุปนิษัทนั้นได้พยายามให้คำจำกัดความที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้นเกี่ยวกับจิตวิญญาณนิรันดร์มีจริยวัตรและทรงผ่อนคลายวรกายตลอดเวลา. ในอีกที่หนึ่ง เราได้ติดตามความก้าวหน้าจากแนวคิดที่ต่ำกว่าและไม่สมบูรณ์ ไปสู่แนวคิดที่เหมาะสมยิ่งขึ้นซึ่งกำหนดไว้ในไตติรียะ อุปนิษัท.1 ในบทหรือบรรพที่ 3, บุตรชายได้เข้าหาบิดาเพื่อขอให้สอนเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริงซึ่งเป็นที่มาของสรรพสิ่งและเป็นสิ่งที่ทุกสิ่งจะกลับคืนสู่ (ที่เดิม). บุตรชายได้รับรู้ถึงลักษณะทั่วไปของพรหมัน และถูกขอให้ค้นเนื้อหาที่ตรงตามข้อกำหนดเหล่านั้น "สิ่งที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ สิ่งที่พรหมันดำรงอยู่เมื่อถือกำเนิดมา และสิ่งที่พรหมันเข้าไปเมื่อดับสูญ นั่นคือพรหมัน."2 สิ่งต่าง ๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงรูปร่างอยู่เสมอ และไม่อาจถือได้ว่าเป็นจริงที่มีอยู่จริงได้ในความรู้สึกที่เปี่ยมล้น. มีสิ่งใดที่คงที่และไม่เปลี่ยนแปลงอยู่เบื้องหลังจักรวาลแห่งสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ นามรูป (नामरूप - nāmarūpa) หรือชื่อและรูป ดังที่ในคัมภีร์อุปนิษัทเรียกกัน? บุตรชายถือว่าสสารเป็นความจริงสูงสุด. เป็นแง่มุมที่โดดเด่นที่สุดของโลกภายนอก. มุมมองนี้เป็นของพวกโลกายัต01 หรือพวกวัตถุนิยม. ในไม่ช้า บุตรชายก็ค้นพบว่าสสารไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ของชีวิตได้. การเจริญเติบโตของพืชต้องการคำอธิบายที่แตกต่างออกไป. เขาค้นพบว่าปราณหรือชีวิตในฐานะที่เป็นหลักการสูงสุด.3 สสารไม่ได้เป็นกุญแจสำคัญของชีวิต แม้ว่าชีวิตจะดำรงอยู่ไม่ได้หากปราศจากสสารก็ตาม. มีบางสิ่งในชีวิตที่ทำให้มันสามารถดูดซับและเปลี่ยนแปลงธาตุอนินทรีย์ได้. สิ่งนั้นคือหลักการสำคัญซึ่งในมนุษย์ช่วยเปลี่ยนพืชพรรณให้กลายเป็นเลือด กระดูก และกล้ามเนื้อ. มันคือหลักการที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลและเชื่อมโยงมนุษย์กับสรรพสิ่งทั้งปวง.4 บุตรชายมั่นใจว่าชีวิตมีระเบียบแบบแผนที่แตกต่างจากสสาร แม้ว่าปราณจะเป็นแก่นแท้ของร่างกายก็ตาม.5
หมายเหตุ การขยายความ:

01. โลกายัต (लोकायत - Lokāyata - लोकायताः The lokāyatas) หรือพวกจารวาก (चार्वाक - Cārvāka) - เป็นสำนักปรัชญาภารตะโบราณที่เน้นการบริโภค วัตถุนิยม และอเทวนิยม เดิมความหมายของโลกายตะนั้น แปลว่า "ปรัชญาของประชาชน." หรือหมายถึงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและศิลปะแห่งการโต้แย้งในตำราพุทธศาสนาและคัมภีร์ภาษาสันสกฤตยุคแรก การเปลี่ยนไปสู่วัตถุนิยม: ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-13 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 8 คำนี้กลายเป็นคำพ้องความหมายกับจารวากและปรัชญาวัตถุนิยมสุดโต่ง การก่อตั้ง: ตามธรรมเนียมแล้วเชื่อกันว่าฤๅษีพฤหัสบดี หรือ พฤหสฺปติ (बृहस्पति - Sage Bṛhaspati) เป็นผู้ก่อตั้งราว 57 ปีก่อนพุทธกาล หรือ 600 ปีก่อนคริสตกาล และดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้าที่ 1 ของสรรพทรรศนะสังเคราะห์ 1 - บทนำและระบบจารวาก.
---------------
1. ดูใน Reign of Religion, บทที่ 8.
2. บทที่ 3 หน้าที่ 1.
3. ปราณ
(प्राण - Prāṇa) หมายถึง ลมหายใจ. ดูในฤคเวท บรรพที่ 1 สรรคที่ 66 โศลกที่ 1; บรรพที่ 3 สรรคที่ 53 โศลกที่ 21; บรรพที่ 10 สรรคที่ 59 โศลกที่ 6.
4. ดูใน ปรัศนะ อุปนิษัท บรรพที่ 2.
5. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 3 โศลกที่ 90. ดูใน ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 6 สรรคที่ 2 โศลกที่ 4.

1.
2.
หน้าที่ 165
อีกครั้งหนึ่ง เขาไม่พอใจกับคำตอบที่ว่าปราณ คือความจริงสูงสุด เพราะปรากฎการณ์ทางจิตสำนึกที่เราพบเจอในโลกของสัตว์นั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการของชีวิต. มนัสหรือจิตสำนึกที่รับรู้ได้ เป็นผลผลิตที่แตกต่างจากชีวิตและสสาร. ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดสูงสุดของกระบวนการสำคัญ. ดังนั้นบุตรชายจึงเชื่อว่า มนัส (मानस - Manas) คือ พรหมัน. แม้แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะมีข้อเท็จจริงทางปัญญาที่จิตสำนึกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาพิจารณาได้. วิญญาณหรือภูมิปัญญาคือพรหมัน.1 ซึ่งพระพุทธศาสนาบางนิกายยึดถือทัศนะนี้. บุตรชายก็ซึมทราบได้ว่าแม้แต่การตระหนักรู้ในตนเองทางภูมิปัญญาก็ไม่อาจสมบูรณ์ได้ ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่สมบูรณ์. จุดมุ่งหมายของอุปนิษัทคือการชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบของทวิภาวะและความเป็นภายนอกยังคงมีอยู่ แม้ว่าเราจะพยายามเอาชนะมันมากเพียงใดก็ตาม. ในด้านความรู้และศีลธรรม เรามีความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ. มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการดำรงอยู่ไม่ได้ถูกกำหนดในแง่เพียงความรู้. ความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ดำรงอยู่เรียกร้องให้เราต้องก้าวข้ามระดับภูมิปัญญา. แม้ว่าความคิดตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปนั้น เกี่ยวข้องกับวัตถุที่ถูกมองว่าอยู่นอกเหนือหรือแตกต่างไปจากตัวมันเอง. ความจริงนั้นแตกต่างจากความคิด และสามารถเข้าถึงได้ในสภาวะตุรียะ01 ซึ่งเป็นสภาวะแห่งความเที่ยงตรงสูงสุด เหนือกว่าความคิดและความแตกต่างต่าง ๆ ที่ซึ่งปัจเจกชนจะสอดคล้องกับความจริงที่เป็นศูนย์กลาง. อานันท์02 หรือความสุข คือผลลัพท์สูงสุด ที่ซึ่งผู้รู้ สิ่งที่รู้ และความรู้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน. ณ ที่นี้ การแสวงหาทางปรัชญาจะสิ้นสุดลง โดยมีข้อเสนอแนะว่าไม่มีสิ่งใดสูงกว่าอานันท์อีกแล้ว. อานันท์นี้คือความสุขที่กระตือรือร้นหรือการใช้ศักยภาพอย่างไม่ติดขัด. ไม่ใช่การจมอยู่กับความว่างเปล่า แต่เป็นความสมบูรณ์แบบแห่งการดำรงอยู่.2 "ผู้มีปัญญาเห็นด้วยความรู้อันเหนือกว่าของตน ถึงอาตมันซึ่งส่องประกายด้วยความสุขและความเป็นอมตะทั้งปวง."3 หากจะกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว เราไม่สามารถอธิบายถึงความจริงสูงสุดของอานันท์ได้ แม้กระทั่งว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมก็ดูไม่สมเหตุสมผล. ความจำเป็นทางภูมิปัญญาบังคับให้เราต้องอธิบายบางอย่าง. การพิจารณาว่าเป็นรูปธรรมจึงถูกต้องกว่าการพิจารณาว่าเป็นนามธรรม.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. ตุรียะ (तुरीय - Turīya) - ดูในคำอธิบายที่ 02 หน้าที่ 161 ของ 1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1 และหน้าที่ 1 ของ 10. มาณฑูกยะ อุปนิษัท 1.
02. อานันท์ (
आनन्द - Ānanda) - ความสุข ความเพลิดเพลิน ความปิติ.
---------------

1. ดูใน ไอตเรยะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 3; ไตติรียะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 5.
2. ดูใน มาณฑูกยะ อุปนิษัท.
3. มาณฑูกยะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคทึ่ 8.

1.
2.

หน้าที่ 166
หลักการที่สูงกว่าแต่ละข้อนั้น มีข้อความเป็นรูปธรรมและครอบคลุมมากกว่าหลักการที่ต่ำกว่า ดังนั้น อานันท์ ก็คือ พรหมัน จึงเป็นหลักการที่ครอบคลุมที่สุดในบรรดาหลักการทั้งหมด. สรรพสิ่งทั้งปวงไหลออกมาจากพรหมัน. สรรพสิ่งทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยพรหมัน และสรรพสิ่งทั้งปวงก็สลายไปสู่พรหมัน. ส่วนต่าง ๆ ของจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นโลกที่มีแร่ธาตุ พืชพรรณ อาณาจักรสัตว์ และสังคมมนุษย์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในเชิงนามธรรมหรือเชิงกลไกใด ๆ . พวกมันเป็นหนึ่งเดียวกันและผ่านสิ่งที่เป็นสากลที่อยู่รอบ ๆ ตัวพวกมัน. ทุกส่วนในจักรวาลต่างมีส่วนร่วมในแสงสว่างของจิตวิญญาณสากลนี้ และมีลักษณะเฉพาะต่าง ๆ เนื่องมาจากหน้าที่พิเศษที่สรรพสิ่งเหล่านี้ต้องปฏิบัติ. ส่วนประกอบต่าง ๆ มิอาจเป็นปัจจัยที่ดำรงอยู่ได้โดยอิสระ หากแต่เป็นแง่มุมที่ต้องพึ่งพาอาศัย "สิ่งที่เป็นอนันต์ไม่สิ้นสุดนั้นดำรงอยู่ด้วยสิ่งใด? ดำรงอยู่ด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเองหรือแม้แต่ความยิ่งใหญ่ก็มิใช่สิ่งที่มันต้องพึ่งพา." สรรพสิ่งอื่นล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ แต่ตัวมันเองมิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดเลย. ธรรมชาติแห่งความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับองค์รวมซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่เกื้อหนุนกันนั้น ได้รับการถ่ายทอดไว้หลายตอน ดังเช่นที่กล่าวว่า "ดั่งเช่นซี่ล้อทั้งหลายต่างรวมอยู่ที่ดุมล้อและประกอบกันเป็นวงล้อฉันใด สรรพชีวิตและเหล่าทวยเทพ ทั้งโลกทั้งหลายและอวัยวะทั้งปวง ก็ล้วนดำรงรวมอยู่ในอัตตาฉันนั้น."1 "มีต้นไม้โบราณต้นหนึ่งซึ่งมีรากหยั่งขึ้นไปเบื้องบนและมีกิ่งก้านแผ่ลงเบื้องล่าง ต้นไม้นั้นคือพระพรหมผู้รุ่งโรจน์และเป็นอมตะ โลกทั้งปวงล้วนดำรงอยู่ในพระองค์ และไม่มีสิ่งใดจะอยู่เหนือไปกว่าพระองค์ได้."2

ต้นไม้โบราณที่รากหยั่งขึ้นไปเบื้องบนและมีกิ่งก้านแผ่ไปเบื้องล่าง, พัฒนาเมื่อ 10 กันยายน 2569.
1.
       เราได้นิยามความจริงว่าเป็นอานันท์ ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับคำกล่าวที่มักได้ยินกันบ่อยครั้งว่าสภาวะสูงสุดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจนิยามได้. ความพยายามอย่างสร้างสรรค์ในการเข้าถึงความเป็นจริงที่สมบูรณ์และครบถ้วนนั้น โดยทั่วไปมักนำไปสู่ภาพรวมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน. แต่หากเราพยายามประสานความเป็นจริงที่ถูกนิยามไว้เข้ากับความเป็นจริงที่ไม่อาจนิยามได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในคัมภีร์อุปนิษัท เราจำต้องกล่าวว่า อานันท์ (ความปิติสุข) ในบริบทนี้ไม่ใช่ความเป็นจริงสูงสุดในขั้นปรมัตถ์ หากแต่เป็นเพียงสภาวะสูงสุดเท่าที่ความคิดของมนุษย์จะสามารถจินตนาการถึงได้เท่านั้น. สิ่งนี้มิใช่ภาวะสัมบูรณ์หรือภาวะนิรันดร์ที่ดำรงอยู่โดยลำพังในเนื้อแท้ของตนเองเพียงอย่างเดียว. สำหรับความคิดเชิงตรรกะแล้ว องค์รวมเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และความหลากหลายของโลกต่างก็ดำรงอยู่ภายในองค์รวมนั้น. อานันท์ที่ผนึกแน่นเป็นรูปธรรมนั้นคือ ปรามาณิกะ สัตตา01 หรือความจริงที่ปรากฎชัดแก่ความคิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องพรหมันขั้นสูงสุดตามทัศนะของศรีรามานุชาจารย์. ส่วนพรหมันบริสุทธิ์ที่ปราศจากคุณสมบัติหรือข้อกำหนดใด ๆ นั้น คือ นิรูปาธิกะ สัตตา02 

หมายเหตุ การขยายความ:
01. ปรามาณิกะ สัตตา (प्रामाणिक सत्ता - prāmāṇika sattā) - ศัพท์ปรัชญาภาษาสันสกฤตที่แปลตรงตัวว่า "การดำรงอยู่ที่มีอำนาจ" หรือ "ความเป็นจริงที่ตรวจสอบได้." ใช้ในสำนักปรัชญาภารตะต่าง ๆ (ทรรศนะ - दर्शनाः - Darshanas) เพื่อบ่งบอกถึงระดับของความจริงหรือการดำรงอยู่ที่สามารถพิสูจน์ ตรวจสอบ และรับรองได้ ด้วยวิธีการความรู้ที่ถูกต้อง (ปรมาณะ - प्रमाणम् - Pramāṇam - proof and means of knowledge).
02. นิรูปาธิกะ สัตตา (
निरुपाधिक सत्ता - Nirupādhika sattā) เป็นคำศัพท์ปรัชญาสันสกฤตแปลได้ว่า "การดำรงอยู่โดยปราศจากเงื่อนไข," "ความจริงแท้สัมบูรณ์," หรือ "การดำรงอยู่ที่ปราศจากสิ่งปรุงแต่งหรือข้อจำกัด". คำนี้ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานในปรัชญาภารตะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบแนวคิดสำนักปรัชญาอทไวตะ เวทานตะ.
---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคที่ 5 โศลกที่ 15.
2. กถะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคที่ 6 โศลกที่ 1. ดูใน ไตติรียะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 10; ภควัท คีตา บรรพที่ 15. สรรคที่ 1.

1.
2.
หน้าที่ 167
หรือ นิรคุณะ พรหมัน01 ตามทัศนะอาทิ ศังกราจารย์. สิ่งแรกนั้นเป็นองค์รวมที่มีระเบียบแบบแผน สิ่งตามมาคือ ความจริงแท้ที่ไม่อาจนิยามได้. ทว่าแม้ในทัศนะของอาทิ ศังกราจารย์เอง สิ่งหลังที่ตามนี้แหละที่ปรากฎตัวออกมาในรูปของสิ่งแรก. กล่าวคือ สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยญาณทัศนะได้ปรากฎออกมาเป็นองค์รวมแห่งองค์ความรู้.1

        มีความเห็นที่แตกต่างกันนี้ส่งผลให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการตีความคำว่าอานันท์ในคัมภีร์อุปนิษัท. อาทิ ศังกราจารย์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า อานันทมายา02 ที่มีคำเสริมท้ายหรือวิภัตติ มายา นั้น บ่งชี้ว่ามันเป็นเพียงปรากฎการณ์เท่านั้น. หากสิ่งนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากอาตมัน ก็ย่อมไม่อาจนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลได้. และหากสิ่งนั้นคือพรหมมันอันบริสุทธิ์ การกำหนดรูปลักษณ์หรือระบุว่ามีศีรษะและอวัยวะต่าง ๆ ดังที่ปรากฎในคัมภีร์ไตติรียะ อุปนิษัท ก็ย่อมไม่เหมาะสม. อีกประการหนึ่ง หากอานันท์คือพรหมัน ก็คงไม่มีการกล่าวถึงพรหมันแยกต่างหากในฐานะที่เป็นส่วนฐานรองรับของอานันท์เช่นกัน.2 ดังนั้นอาทิ ศังกราจารย์จึงสรุปว่า "อานันทมายา อาตมัน03 เป็นผลที่เกิดขึ้น มิใช่ตัวอาตมันที่ปราศจากเงื่อนไข." ในทางตรงข้าม ศรีรามานุชาจารย์ได้โต้แย้งว่าอานันท์นี้คือพรหมัน. โดยที่คำเสริมท้ายหรือวิภัตติคือมายานั้น บ่งบอกเพียงความเต็มเปี่ยมหรือปราจูรยะ04. เท่านั้น. แม้ในกรณีของสสาร ชีวิต และสิ่งอื่น ๆ จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามีสิ่งอื่นที่อยู่ภายในอันโยอันตระ อาตมา05. ไม่มีการกล่าวอ้างถึงความเป็นจริงภายในเช่นนั้นสำหรับอานันท์. การกำหนดอวัยวะต่าง ๆ นั้น เป็นเพียงจินตนาการ06. หรือความเพ้อฝันเท่านั้น. ปุจฉัม พรหมะ  (หรือ พุชชัม พรหมะ ดู 2 ด้านล่าง) ไม่จำเป็นต้องตีความว่าหมายถึงความแตกต่างระหว่างอานันท์และพรหมัน. ทั้งสองอาจมีความสัมพันธ์กันในฐานะส่วนรวมและส่วนย่อย,3 ซึ่งบางครั้งเป็นความสำคัญของการใช้กรรมตรง. ทันทีหลังจากที่กล่าวถึงอานันทมายา ซึ่งในอุปนิษัทก็กล่าวถึง "sokāmayata" ซึ่งหมายถึง "เขาปรารถนา" และคำนามเพศชายนี้สามารถหมายถึงอานันทมายาเท่านั้น ไม่ใช่ปุจฉัม พรหมะ

หมายเหตุ การขยายความ:
01. นิรคุณะ พรหมัน (निर्गुणब्रह्मन् - Nirguṇa Brahman) - ความจริงสูงสุดที่ปราศจากรูปร่าง คุณสมบัติ และปราศจากคุณลักษณะที่ไม่ดี (गुण - คุณะ - Guṇa). และนิรคุณะยังหมายถึงและแสดงให้เห็นถึงพรหมที่ปราศจากคุณลักษณะที่ไม่ดี ตามปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู (विशिष्ठद्वैत वेदान्त - Viśiṣṭādvaita Vedanta - วิศิษฏาทไวตะ เวทานตะ - อไทวตะแบบมีเงื่อนไข หรือ เอกนิยมแบบมีคุณลักษณะ).
02. อานันทมายา (आनन्दमय - ānandamaya) - ความเต็มไปด้วยความสุข ความปิติยินดี หรือการเป็นตัวตนแห่งความสุขในปรัชญาภารตะและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู. (ความหมายทั่วไปแล้ว: แปลว่า "ประกอบด้วยความสุข" หรือ "ผู้มีปีติเป็นอันมาก".)
03. อานันทมายา อาตมัน (आनन्दमय आत्मन् - Ānandamaya Ātman) หมายถึง "อาศรมแห่งความปิติ - Ānandamaya Kośa - आनन्दमय कोश" ซึ่งเป็นชั้นในสุดระดับสาเหตุ (causal sheath) ที่ห่อหุ้มอาตมันหรือตัวตนที่แท้จริงอันเป็นนิรันดร์ไว้อย่างแนบแน่น ตามแนวคิดปรัชญาเวทานตะ.
04. ปราจูรยะ (प्राचुर्य - prācurya) ความอุดมสมบูรณ์ หรือความที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก.
05. อันโยอันตระ อาตมา (अन्योन्यन्तर आत्मा - anyo’ntra Ātmā) แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "another self within" (ตัวตนอีกหนึ่งซึ่งอยู่ภายใน) หรือ "different from this, and inner to it, is another self" (สิ่งที่แตกต่างจากสิ่งนี้และอยู่ลึกลงไปข้างในคือตัวตนอีกหนึ่ง) ที่มาและบริบท: วลีนี้มาจากคัมภีร์ไตติรียะ อุปนิษัท (โดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า พรหมานันทะ วัลลิ - ब्रह्मानन्द वल्ली - Brahmānanda Valli - รายละเอียดดูในหน้าที่ 5 ของ
อุปนิษัท: สรุปสาระสำคัญ.) ถือเป็นวลีหลักที่ใช้ในการอธิบายเรื่อง "ปัญจโกศ" (Pancha Koshas) หรือเปลือกหุ้มทั้ง 5 ชั้นแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ ในขณะที่เนื้อหาของคัมภีร์นำพาผู้แสวงหาจากชั้นกายภาพภายนอกที่หยาบและหนาแน่นที่สุดไปสู่แก่นแท้ทางจิตวิญญาณที่อยู่ลึกที่สุดนั้น มีการใช้วลีนี้ซ้ำ ๆ เพื่ออธิบายการเปิดเผยหรือกะเทาะเปลือกหุ้มแต่ละชั้นออกไป.
06. จินตนาการ - kalpanā - कल्पना - Imagination.

---------------
1. ในคัมภีร์อุปนิษัทกล่าวอย่างแน่ชัดว่าสิ่งสูงสุดนั้นไม่อาจนิยามได้ แม้ว่าจะให้คำอธิบายทางปัญญาเกี่ยวกับสิ่งนั้นซึ่งไม่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ก็ตาม หากคำอธิบายเชิงตรรกะใด ๆ จะเป็นจริง ก็คือคำอธิบายของศรีรามานุชาจารย์. อาทิ ศังกราจารย์ กล่าวว่าในจิตวิญญาณที่แท้จริงของอุปนิษัท โต้แย้งว่ามีสิ่งที่สูงกว่าสิ่งสูงสุดเชิงตรรกะ ซึ่งก็คือคำอธิบายของศรีรามานุชาจารย์. ในการอภิปรายปรัชญาของอาทิ ศังกราจารย์ เราจะเห็นว่าท่านแสดงให้เห็นถึงความไม่เพียงพอของหมวดหมู่สูงสุดต่อความเป็นจริงที่ตั้งใจไว้. ท่านโต้แย้งว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งสัมบูรณ์นั้นมีขอบเขตจำกัดหรือไม่มีที่สิ้นสุด หรือทั้งสองอย่างหรือไม่มีเลย. หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับความสัมพันธ์ทั้งหมด เช่น ทั้งหมดและส่วนย่อย สสารและคุณสมบัติ เหตุและผล. การแสดงให้เห็นอย่างมีเหตุผลถึงขีดจำกัดของความคิด เช่นเดียวกับที่เราพบในอาทิ ศังกราจารย์นั้น เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีอภิธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาคั่นกลางระหว่างอุปนิษัทและอาทิ ศังกราจารย์เท่านั้น.
2. พรหม ปุจฉัม (พรหมะ พุชชัม) ประดิษฏา - Brahma puccham pratiṣṭhā.- ब्रह्म पुच्छं प्रतिष्ठा - เป็นวลีภาษาสันสกฤตอันลึกซึ่งจากคัมภีร์ไตติรียะ อุปนิษัท (บรรพที่ 2 สรรคที่ 5 โศลกที่ 1) ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า "พรหมันคือส่วนหาง สิ่งค้ำจุน หรือรากฐาน."
3. สัมไดยะสัมไดยีภาวะSamudāyasamudāyībhāva - समुदायसमुदायीभाव. - ศัพท์ทางปรัชญาและไวยากรณ์ภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนรวมกับส่วนย่อย หรือความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มกับสมาชิกแต่ละหน่วยในกลุ่มนั้น.

1.
2.

หน้าที่ 168
ซึ่งเป็นคำนามเพศกลาง (neuter). ความสุขในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ปรียา หรือ ปริยะ (प्रिया - priya - เป็นที่รัก) และโมทะ (मोद - moda - ความสุข ความปิติยินดี หรือความเพลิดเพลิน) ต่างก็รวมอยู่ในองค์รวมแห่งอานันท์ และศิษย์จะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางสูงสุดเมื่อเข้าถึงอานันท์. เรามีตัวอย่างหรือกรณีศึกษามากมายในคัมภีร์อุปนิษัทเล่มเดียวกันที่คำว่าอานันท์ ถูกใช้เป็นคำที่มีความหมายเดียวกันกับสัจธรรมสูงสุด.

       เป็นที่ชัดเจนว่าข้อถกเถียงทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากความกังขาว่า ควรจะมองอานันท์ในฐานะที่เป็นภาวะสูงสุดทางตรรกะ หรือในฐานะที่เป็นสภาวะสูงสุดในขั้นสุดท้ายกันแน่. ทั้งนี้คัมภีร์อุปนิษัทไม่ได้ขีดเส้นแบ่งไว้อย่างเด็ดขาดระหว่างแนวคิดเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวอันเรียบง่าย ที่ได้จากการหยั่งรู้ภายในซึ่งสนับสนุนโดย อาทิ ศังกราจารย์ กับแนวคิดเรื่ององค์รวมที่เป็นรูปธรรม ตามทัศนะของศรีรามานุชาจารย์. หากเราแยกทั้งสองเรื่องออกจากันแล้วไซร้ มันจะทำให้เราไม่สามารถยอมรับความแตกต่างหรือคุณค่าใด ๆ ในโลกแห่งการดำรงอยู่ที่เป็นรูปธรรมได้. คัมภีร์อุปนิษัทได้บอกเป็นนัยว่าพระอิศวรนั้นแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับพรหมัน. การใช้ภาษาอย่างเคร่งครัดและความถูกต้องทางปรัชญาอย่างพิถีพิถันทำให้เราต้องกล่าวว่าไม่มีการลดทอนแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดจากความสมบูรณ์แบบเมื่อเรามาถึงสภาวะสำนึกรู้ตนเองว่า "ฉันคือฉัน"1. สภาวะที่เกือบจะเป็น (quasi) ได้กลายเป็นควรจะเป็น (quite enough) นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับอาทิ ศังกราจารย์ที่จะนำเอาความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความคิดและข้อเท็จจริงพื้นฐานของสรรพสิ่ง เข้ามาสู่โลกแห่งอวกาศ เวลา และเหตุปัจจัย. โดยนัยแล้ว อุปนิษัทยอมรับว่าในขณะที่เราคิดถึงความบริสุทธิ์ เราก็ไม่ได้ทำให้สิ่งใดเป็นหลักการแห่งการแบ่งแยกและความแตกต่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกัน. พระผู้เป็นเจ้าที่มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาไปสู่ความเป็นทั้งหมดที่จัดระเบียบของสรรพสิ่ง คือจุดสูงสุดของการดำรงอยู่และเป็นจุดต่ำสุดของความไม่ดำรงหรือเป็นอยู่. พระองค์ทรงถูกแทรกซึมด้วยเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์และถูกการกระทบจากภายนอกน้อยที่สุด.
---------------

1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 10.
 บ1.
2.
3.

 
humanexcellence.thailand@gmail.com