MENU
TH EN

1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1

Title Thumbnail & Hero Image: สองปราชญ์ (กรีกและภารตะ) ถกกันเรื่องปรัชญา, พัฒนาเมื่อ 29 เมษายน 2569.
1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1
First revision: Apr.29, 2026
Last change: Jun.19, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรต โดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
 
หน้าที่ 137
1.
บรรพที่ 4
ปรัชญาแห่งอุปนิษัท
1.
บทนำ--ลักษณะที่ลื่นไหลไม่แน่นอนของคำสอนในอุปนิษัท--ผู้ศึกษาอุปนิษัทชาวตะวันตก--วันที่ (ช่วงเวลาที่ถือกำเนิดอุปนิษัท)--อุปนิษัทยุคแรก--นักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค--การเปรียบเทียบบทสวดในฤคเวทกับหลักคำสอนของอุปนิษัท--การเน้นด้านเอกนิยมของบทสวด--การเปลี่ยนจุดศูนย์กลางจากวัตถุ (สิ่งที่ถูกรู้) ไปยังประธาน (ผู้รู้/ผู้รับรู้)--การมองโลกในแง่ร้ายของอุปนิษัท--นัยแห่งการมองโลกในแง่ร้ายของแนวคิดเรื่องสังสารวัฏ--การประท้วงต่อต้านลัทธิภายนอกนิยมของศาสนาพระเวท--การลดทอนความสำคัญของความรู้ในศาสนาพระเวท--ปัญหาหลักของอุปนิษัท--ความจริงสูงสุด--ธรรมชาติของอาตมันที่แตกต่างจากกาย, จิตสำนึกในความฝัน และอัตตาเชิงประสบการณ์--สภาวะจิตสำนึกที่แตกต่างกัน ได้แก่ การตื่น การฝัน การหลับโดยไม่ฝัน และสภาวะปิติสุข--อิทธิพลของการวิเคราะห์แบบอุปนิษัทของตนเองต่อความคิดในระยะต่อมา--แนวทางการเข้าถึงความเป็นจริงจากมุมมองของวัตถุ--สสาร ชีวิต จิตสำนึก ภูมิปัญญา และอานันท์--แนวคิดของศังกราจารย์ และรามานูชาจารย์ ว่าด้วยสถานะของอานันท์--พรหมันและอาตมัน--ตัต ตวัม อสิ01--คุณลักษณะเชิงบวกของพรหมัน--ภูมิปัญญาและญาณหยั่งรู้--พรหมมันและโลก--การสร้าง--หลักคำสอนเรื่องมายา--มุมมองของดุสเซ่น02 ที่ได้รับการตรวจสอบ--ระดับของความเป็นจริง--อุปนิษัทเป็นลัทธิเทวนิยมหรือไม่--ตัวตนที่จำกัด--จริยธรรมของอุปนิษัท--ธรรมชาติของอุดมคติ--หลักประกันทางอภิปรัชญาสำหรับทฤษฎีจริยธรรม--ชีวิตทางศีลธรรม--ลักษณะทั่วไป--การบำเพ็ญตบะ--ปัญญานิยม--ญาณ กรรม และอุปาสนะ--ศีลธรรมและศาสนา--เหนือความดีและความชั่ว--ศาสนาของอุปนิษัท--รูปแบบที่แตกต่างกัน--สถานะสูงสุดแห่งอิสรภาพ--คำอธิบายที่คลุมเครือเกี่ยวกับอิสรภาพในอุปนิษัท--ความชั่วร้าย--ความทุกข์ระทม--กรรม--คุณค่าของกรรม--ปัญหาของอิสรภาพ--ชีวิตหลังความตายและความเป็นอมตะ--จิตวิทยาของอุปนิษัท--แนวโน้มที่ไม่ใช่พระเวทในอุปนิษัท--สางขยะ--โยคะ--นยายะ--การประเมินทั่วไปของความคิดในอุปนิษัท--การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคมหากาพย์.
1.
2.
บทที่ 1
อุปนิษัท
1.
อุปนิษัท1 เป็นส่วนสุดท้ายของพระเวท จึงเรียกว่าเวท-อันตะ03 หรือตอนจบของพระเวท,
หมายเหตุ การขยายความ:

01. ตัต ตวัม อสิ (तत् त्वम् असि - Tat tvam asi) - เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า "นั่นคือตัวท่าน" หรือ "เธอคือสิ่งนั้น" ('That Thou Art' - 'That is you' or 'You are that') เป็นหนึ่งในมหาประโยค (Mahāvākyas - มหาวัคยะ) ที่สำคัญที่สุดของปรัชญาฮินดูและเวทานตะ ดูในฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 6 สรรคที่ 8 โศลกที่ 7 แห่งสามเวท.
02. เพาล์ ดุสเซ่น (Paul Jakob Deussen) รายละเอียดดูในหน้าที่ 114 หมายเหตุ การขยายความที่ 02 ของ 
ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.006 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 3).
03. เวท-อันตะ (
वेदान्तः - Veda-anta หรือ वेदान्त - vēdānta) - แปลความได้ว่า "บทสรุปของพระเวท" หรือ "ความรู้ขั้นสูงสุด."
---------------

1. คำว่า อุปนิษัท มาคำว่า อุปา นิ สัด (upa ni sad) ซึ่งแปลว่า "นั่งลงใกล้ ๆ ." จึงหมายถึง "การนั่งลงใกล้ ๆ ." ครูบาอาจารย์เพื่อรับคำแนะนำ. ต่อมาความหมายค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราได้รับจากครูบาอาจารย์ เป็นหลักธรรมลับหรือรหัสสยัม (रहस्यम् - rahasyam) ชนิดหนึ่ง. บางครั้งก็หมายถึงสิ่งที่ช่วยให้เราทำลายความผิดพลาดและเข้าใกล้ความจริง. ศังกราจารย์ได้กล่าวในบทนำของไตตติรียะ อุปนิษัทว่า "ความรู้เกี่ยวกับพรหมันเรียกว่าอุปนิษัท เพราะในกรณีของผู้ที่อุทิศตนให้กับความรู้นี้ พันธะแห่งความคิด การเกิด การเสื่อมสลาย ฯลฯ จะคลายออก หรือเพราะมันทำลายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หรือเพราะมันได้นำศิษย์เข้าใกล้พรหมันอย่างยิ่ง หรือเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดประทับอยู่ในนั้น." ดูปัณฑิต, มีนาคม พ.ศ. 2415 หน้าที่ 254.
1.
2.

หน้าที่ 138
เป็นประเภทหรือนิกายหนึ่งที่บ่งชี้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของคำสอนในคัมภีร์พระเวท.  คัมภีร์เหล่านี้เป็นรากฐานที่ปรัชญาและศาสนาส่วนใหญ่ในภารตะในยุคต่อมาก่อตั้งขึ้น. "ไม่มีรูปแบบความคิดสำคัญของแนวคิดฮินดูใด ๆ รวมถึงพระพุทธศาสนา (ที่มีแนวคิดแปลกแยกออกไปด้วยนั้น) ที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากอุปนิษัท."1 ระบบปรัชญาในยุคต่อมาแสดงให้เห็นความกระวนกระวายใจอย่างน่าเวทนาที่จะปรับคำสอนของตนให้สอดคล้องกับทัศนะของอุปนิษัท แม้ว่าจะไม่สามารถถ่ายทอดหลักคำสอนทั้งหมดมาจากอุปนิษัทได้ก็ตาม. การฟื้นฟูอุดมคติทุกครั้งในภารตะ ล้วนสืบย้อนต้นกำเนิดได้มาจากคำสอนของอุปนิษัท. บทกวีและอุดมคติอันสูงส่งของเหล่าพราหมณ์ยังคงทรงพลังในการดึงดูดความคิดและโน้มน้าวใจผู้คน. เหล่าพราหมณ์ยังคงบันทึกความคิดเชิงปรัชญาที่เก่าแก่ของภารตะไว้ด้วย. บทสวดและคัมภีร์พิธีกรรมในพระเวทนั้น ให้ความสำคัญกับศาสนาและการปฏิบัติมากกว่าความคิดของชาวอารยัน. เราพบว่าในอุปนิษัทมีการพัฒนาไปไกลกว่าเทพปกรณัมสังหิตา01 การแยกแยะรายละเอียดของพราหมณ์ และแม้กระทั่งเทววิทยาของอารัณยกะ02 แม้ว่าเราจะพบเห็นขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมดก็ตาม เหล่าผู้ประพันธ์อุปนิษัทได้เปลี่ยนแปลงอดีตที่พวกเขากล่าวถึง และการเปลี่ยนแปลงที่เหล่าพราหมณ์ผู้ประพันธ์สร้างขึ้นในศาสนาพระเวทนั้น มิได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของหัวใจที่เต้นเพียงเพื่ออิสรภาพเท่านั้น. จุดมุ่งหมายของอุปนิษัทไม่ใช่การเข้าถึงสัจธรรมทางปรัชญามากนัก แต่เป็นการนำสันติสุขและอิสรภาพมาสู่จิตวิญญาณของมนุษย์ที่วิตกกังวลอีกด้วย. แนวทางการแก้ปัญหาเชิงอภิปรัชญาเบื้องต้นถูกนำเสนอในรูปแบบของการสนทนาและการโต้แย้ง. แม้ว่าอุปนิษัทโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการระบายหรือการถ่ายทอดทางบทกวีของจิตใจที่ผ่านการไตร่ตรองทางปรัชญาเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงของชีวิต. คัมภีร์อุปนิษัทได้แสดงออกถึงความกระวนกระวายและความพยายามของจิตใจมนุษย์ที่จะเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริง. เนื่องจากไม่ใช่ปรัชญาที่เป็นระบบ หรือผลงานของนักประพันธ์ท่านเดียว หรือแม้แต่ในยุคเดียวกัน คัมภีร์อุปนิษัทจึงมีสิ่งที่ขัดแย้งและไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่มาก;
หมายเหตุ การขยายความ:
01. เทพปกรณัมสังหิตา (the Śaṁhita mythology).
02. เทววิทยาของอารัณยกะ (Āraṇyaka theology).

---------------
1. บลูมฟิล์ด: ศาสนาแห่งพระเวท, หน้าที่ 51.
1.
2.
หน้าที่ 139
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็คงไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนการศึกษาอุปนิษัทได้. คัมภีร์อุปนิษัทได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานที่ถูกต้องและน่าพอใจ และแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่บริสุทธิ์ของตัวอุปนิษัทเอง ซึ่งถูกบิดเบือนจนกลายเป็นปรัชญาที่ผิดพลาดเนื่องจากการเน้นย้ำเพียงด้านเดียว. แม้ว่าผลงานประพันธ์เหล่านี้จะมีความหลากหลายทั้งในด้านผู้แต่งและช่วงเวลาที่เขียน แต่ก็มีความเอกภาพในจุดประสงค์ และมีความรู้สึกถึงความเป็นจริงทางจิตวิญญาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะปรากฎชัดยิ่งขึ้นเมื่อเราพิจารณาไปตามกาลเวลา. งานประพันธ์เหล่านี้เผยให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความคิดทางศาสนาที่ได้ไตร่ตรองในยุคนั้น. ในด้านปรัชญาเชิงญาณ งานประพันธ์ของพวกเขานับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก. ไม่มีสิ่งใดที่เคยมีมาก่อนจะเทียบได้กับงานเขียนของเหล่าพราหมณ์นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านขอบเขต พลัง ความสามารถในการชี้นำ และความพึงพอใจ. ปรัชญาและศาสนาของเหล่าพราหมณ์นี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับนักคิดผู้ยิ่งใหญ่และผู้มีจิตวิญญาณสูงส่งหลายท่าน. เราไม่เห็นด้วยกับการประเมินของกอฟ01 ที่ว่า "มีสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณน้อยมากในทั้งหมดนี้" หรือว่า "แนวคิดทางปัญญาที่ว่างเปล่า ปราศจากจิตวิญญาณนี้ เป็นรูปแบบสูงสุดที่จิตใจของชาวภารตะสามารถบรรลุได้." ส่วนศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี02 กล่าวด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงว่า "ความพยายามครั้งแรกสุดในการสร้างทฤษฎีเชิงโครงสร้างของจักรวาล และแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจและน่าทึ่งที่สุด คือสิ่งที่กล่าวไว้ในอุปนิษัท."1
1.
2.
บทที่ 2
คำสอนของอุปนิษัท
1.
       ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินว่าอุปนิษัทสอนอะไร. ผู้ศึกษาอุปนิษัทในยุคปัจจุบันอ่านอุปนิษัทโดยอาศัยทฤษฎีหรือแนวคิดที่ตนเองยึดถือมาก่อน. มนุษย์ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเอง จึงหันไปพึ่งอำนาจและประเพณี. แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการประพฤติและการดำเนินชีวิต แต่ความจริงก็ต้องการทั้งปัญญาและวิจารณญาณด้วยเช่นกัน. ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันโน้มเอียงไปทางทัศนะของศังกราจารย์ ซึ่งในคำอธิบายอุปนิษัทของท่านนั้น,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อาร์ชิบาล์ด เอ็ดเวิร์ด กอฟ (Archibald Edward Gough) (2 มีนาคม พ.ศ.2388 - 2458) ครูและนักวิชาการด้านภารตศึกษา ชาวอังกฤษ ท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการชาวตะวันตกในยุคแรก ๆ ไม่กี่ท่าน ที่ศึกษาภารตปรัชญา แม้ว่าแนวทางของท่านจะค่อนข้างเป็นลบก็ตาม.
02. 
ศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี (John Stuart Mackenzie). (29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2403 - 6 ธันวาคม พ.ศ.2478) ท่านเป็นนักปรัชญาแนวอุดมคตินิยมชาวอังกฤษ เกิดใกล้เมืองกลาสโกว์ และได้รับการศึกษาที่กลาสโกว์ เคมบริดจ์ และเบอร์ลิน ระหว่างปี พ.ศ.2427-2432 ท่านเป็นนักวิจัยที่เอดินบะระ และระหว่างปี พ.ศ.2433-2439 ท่านเป็นนักวิจัยประจำวิทยาลัยทรินิตี้ เคมบริดจ์ ท่านบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยโอเวนส์ แมนเชสเตอร์.

---------------
1. E.R.E., เล่มที่ 8, หน้าที่ 597; ดูฮูม (Hume) ประกอบด้วย, อุปนิษัทสิบสามหลักการ, หน้าที่ 2.
1.
2.

หน้าที่ 140

อาทิ ศังกราจารย์และสานุศิษย์ ผลงานจิตรกรรมโดยราชา รวิ วรรมา (Raja Ravi Varma) ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ.2447/ค.ศ.1904)
ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/ศังกราจารย์ และ en.wikipedia.org/wiki/Adi_Shankara, วันที่สืบค้น 22 ตุลาคม 2566.
1.
คัมภีร์ภควัท คีตาและเวทานตะ สูตรนั้น ได้อธิบายระบบอภิปรัชญาแบบไม่แบ่งแยกอย่างละเอียดอ่อนมาก. อีกมุมมองหนึ่งก็หนักแน่นไม่แพ้กันว่า ศังกราจารย์ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างครบถ้วน และปรัชญาแห่งความรักและความศรัทธาเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลจากคำสอนของอุปนิษัท. ด้วยนักวิจารณ์แต่ละท่านต่างเริ่มต้นด้วยความเชื่อเฉพาะของตนเอง และพยายามยัดเยียดทัศนะของตนลงในอุปนิษัท พร้อมทั้งบิดเบือนภาษาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคำสอนเฉพาะของตนเอง. เมื่อเกิดข้อพิพาท ทุกสำนักแนวคิดต่างก็หันไปอ้างอิงอุปนิษัท. ด้วยความคลุมเครือและความลึกซึ้ง ความลึกลับและความหมายที่แฝงของอุปนิษัท ทำให้นักตีความสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของศาสนาและปรัชญาของตนเองได้. อุปนิษัทไม่มีทฤษฎีปรัชญาหรือหลักคำสอนทางศาสนาที่ตายตัว. คัมภีร์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงในชีวิต แต่ยังไม่ใช่ในวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา. การคาดเดาเกี่ยวกับพระเจ้าในอุปนิษัทนั้น มีมากมายเสียจนแทบทุกคนสามารถค้นหาสิ่งตนต้องการและพบกับสิ่งที่ตนแสวงหาได้ และทุกสำนักแนวคิดทางศาสนาสามารถแสดงความยินดีที่ได้พบหลักคำสอนของตนเองในคำกล่าวของอุปนิษัท. ในประวัติศาสตร์แห่งความคิด, มักเกิดเหตุการณ์ที่ปรัชญาหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการตีความแบบดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ต่อมาก็ได้ขัดขวางไม่ให้นักวิจารณ์และผู้แสดงความคิดเห็นท่านอื่น ๆ วางปรัชญานั้นไว้ในมุมมองที่ถูกต้อง. ระบบของอุปนิษัทก็ไม่พ้นชะตากรรมนี้เช่นกัน. นักตีความชาวตะวันตกต่างก็ยึดถือการตีความของนักอธิบายคนนั้นคนนี้. กอฟได้ยึดถือการตีความของอาทิ ศังกราจารย์. ในของหนังสือปรัชญาแห่งอุปนิษัท ท่านเขียนว่า "นักอธิบายปรัชญาแห่งอุปนิษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ศังกรา หรือ ศังกราจารย์. คำสอนของศังกราจารย์เองนั้น เป็นการตีความปรัชญาของอุปนิษัทอย่างเป็นธรรมชาติและถูกต้องตามหลักการ." มัคส์ มึลเล่อร์01 ก็มีมุมมองเดียวกัน. "เราต้องจำไว้ว่าทัศนะเดิมของเวทานตะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าวิวัฒนาการ แต่เป็นภาพลวงตา. วิวัฒนาการของคัมภีร์พราหมณะหรือ ปริญามะ02 เป็นทัศนะนอกรีต ส่วนภาพลวงตาหรือวิวรรตะ03 ก็คือเวทานตะแบบดั้งเดิม ไม่ได้กำเนิดมาจากพรหมัน เหมือนต้นไม้ที่งอกออกมาจากเมล็ด, 
หมายเหตุ การขยายความ:

01. มัคส์ มึลเล่อร์ (Max Müller) รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.
02. ปริญามะ (परिणाम - Pariṇāma) - เป็นคำพื้นฐานที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง การแปรสภาพ วิวัฒนาการ หรือการดัดแปลง ในปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะโยคะและเวทานตะ คำนี้อธิบายถึงกระบวนการที่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง หรือการเปิดเผยศักยภาพภายในวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต.
03. วิวรรตะ (विवर्त - Vivarta) - การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนสภาวะ หรือการปรากฏในรูปแบบที่ต่างออกไป มักใช้ในบริบทปรัชญาเวทานตะที่หมายถึง "มายาภาพ" หรือการที่สิ่งจริง (พรหมัน) ปรากฏออกมาเป็นสิ่งที่ไม่จริง (โลก). 

---------------
1. พี (หน้า??) ที่ 8.
1.
2.
หน้าที่ 141
แต่ก็เหมือนภาพลวงตาที่เกิดจากแสงอาทิตย์."1 ดุสเซ่น ก็เห็นด้วยกับมุมมองนี้. เราจะต้องพยายามค้นหาความหมายที่ผู้ประพันธ์อุปนิษัทได้ตั้งใจไว้ ไม่ใช่เป็นความหมายที่นักวิจารณ์ในภายหลังตีความเพิ่มเติม. วิธีหลังนี้ทำให้เราพอเข้าใจได้บ้างว่าอุปนิษัทได้รับการตีความอย่างไรในยุคต่อมา แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริงเกี่ยวกับสังเคราะห์ทางปรัชญาที่นักแสวงหาความรู้ในสมัยโบราณมี แต่ปัญหาคือ ความคิดในอุปนิษัทนั้นสอดคล้องกันหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสามารถสืบย้อนไปถึงหลักการที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างโดยรวมของโลกได้หรือไม่? ซึ่งเราก็ไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้ด้วยคำตอบว่าใช่. งานเขียนเหล่านี้มีแนวคิดที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย มีความหมายที่เป็นไปได้ล้นเหลือ เป็นแหล่งรวมจินตนาการและการคาดเดาที่อุดมสมบูรณ์ จนเราสามารถเข้าใจได้ง่ายว่าระบบต่าง ๆ สามารถดึงแรงบันดาลใจจากแหล่งเดียวกันได้อย่างไร. อุปนิษัทไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยการสังเคราะห์ทางปรัชญาในลักษณะเดียวกับระบบของอริสโตเติล01 หรือของค้านต์02 หรือของศังกราจารย์. แนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องกันในด้านสัญชาตญาณมากกว่าตรรกะ และมีแนวคิดพื้นฐานบางประการที่กล่าวได้ว่าเป็นโครงร่างแรกของระบบปรัชญา. จากแนวคิดเหล่านี้ อาจพัฒนาหลักคำสอนที่สอดคล้องกันและเป็นระบบได้. อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่จะมั่นใจได้ว่าการนำองค์ประกอบที่ไม่มีวิธีการหรือการจัดเรียงใด ๆ มาประมวลผลนั้นถูกต้อง เนื่องจากความคลุมเครือของข้อความหลาย ๆ ส่วน. แต่ด้วยอุดมคติที่สูงส่งของการอธิบายปรัชญา เราจะพิจารณาแนวคิดของอุปนิษัทที่เกี่ยวกับจักรวาลและตำแหน่งแห่งหนของมนุษย์ในอุปนิษัทนั้น.
1.
2.
บทที่ 3
จำนวนและช่วงเวลาของการประพันธ์อุปนิษัท
1.
       โดยทั่วไปแล้ว เชื่อกันว่าคัมภีร์อุปนิษัทมีจำนวน 108 เล่ม ซึ่งประมาณสิบเล่มเป็นเล่มหลักที่อาทิ ศังกราจารย์ได้เขียนคำอธิบายไว้. คัมภีร์เหล่านี้เป็นเล่มที่เก่าแก่ที่สุดและมีอิทธิพลสูงสุด. เราไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอน (ในการประพันธ์) ให้กับอุปนิษัทเหล่านี้ได้. เล่มที่เก่าแก่ที่สุดนั้นแน่นอนว่ามีมาก่อนพระพุทธศาสนา และบางเล่มก็มีขึ้นหลังจากพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว. มีความเป็นไปได้ว่าอุปนิษัทเหล่านี้ถูกประพันธ์ขึ้นระหว่างช่วงที่การประพันธ์บทสวดพระเวทเสร็จสมบูรณ์และช่วงที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง (นั่นคือศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช).
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อริสโตเติล (Aristotle) รายละเอียดดูใน A13. อริสโตเติล.
02. อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant) รายละเอียดดูใน D05. อิมมานูเอล ค้านท์.
---------------
1. หนังสือหายากแห่งบูรพาทิศ (S.B.E.) เล่มที่ 15 หน้าที่ 27.
1.
2.

หน้าที่ 142
ช่วงเวลาที่ยอมรับกันโดยทั่วไปสำหรับอุปนิษัทยุคแรกคือ 1000 ปีก่อนคริสตกาลถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล. 
อุปนิษัทบางเล่มในยุคหลังที่ศังกราจารย์ได้แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอุปนิษัทที่เขียนขึ้นหลังพระพุทธศาสนา และมีอายุราว 400 หรือ 300 ปีก่อนคริสตกาล (ราว พ.ศ.143-243). อุปนิษัทที่เก่าแก่ที่สุดนั้นเขียนเป็นร้อยแก้ว. ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับนิกายหรือการแบ่งแยกใด ๆ . ไอตเรยะ เกาษีตกี ไตติริยะ ฉายโทคยะ พฤหทารัณยกะ และส่วนหนึ่งของเกนะ เป็นส่วนหนึ่งของอุปนิษัทในยุคแรก ๆ ในขณะที่บรรพที่ 1-13 ของเกนะ และบรรพที่ 4 สรรคที่ 8-21 ของพฤหทารัณยกะ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปนิษัทที่เป็นฉันทลักษณ์ และอาจถือได้ว่าเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง. คัมภีร์กฐโถปนิษัท01 นั้นมีอายุเก่าแก่กว่า. เราพบระบบปรัชญาสางขยะและโยคะอยู่ในคัมภีร์นั้น.1 นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงอย่างอิสระจากอุปนิษัทอื่น ๆ และภควัทคีตา2 . มาณฑูกยะเป็นอุปนิษัทที่ใหม่ที่สุดก่อนการแบ่งนิกาย. อุปนิษัทอรรถรเวทก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายหลังเช่นกัน. อุปนิษัทไมตรายณีมีองค์ประกอบทั้งจากระบบสางขยะและโยคะ. อุปนิษัทเศวตาศวทระถูกแต่งขึ้นในช่วงที่ทฤษฎีปรัชญาหลายทฤษฎีกำลังก่อตัวขึ้น. เนื้อหาในหลายส่วนแสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคยกับศัพท์เฉพาะทางของระบบความเชื่อดั้งเดิม และกล่าวถึงคำสอนที่โดดเด่นหลายประการ. ดูเหมือนว่าผู้ประพันธ์จะสนใจนำเสนอการผสมผสานทางเทวนิยมของเวทานตะ สางขยะ และโยคะ. คัมภีร์อุปนิษัทในฉบับร้อยแก้วในยุคแรก ๆ นั้น มีลักษณะเป็นการคาดเดาล้วน ๆ มากกว่า ในขณะที่อุปนิษัทฉบับหลัง ๆ จะเน้นการบูชาและการอุทิศตนทางศาสนามากกว่า.3
หมายเหตุ การขยายความ:

01. กฐโถปนิษัท (कठोपनिषद् - Kaṭhopaniṣad) หรือ กถะ อุปนิษัท (कठोपनिषद् - Kaṭha Upaniṣad)
---------------
1. ดูบรรพที่ 2. สรรคที่ 18-19; บรรพที่ 2. สรรคที่ 6 10 และ 11.
2. ดู บรรพที่ 1 สรรคที่ 2. 5; และมุณฑกะ, บรรพที่ 2 สรรคที่ 8; บรรพที่ 1 สรรคที่ 2-7, และคีตา, บรรพที่ 2. สรรคที่ 29; บรรพที่ 2. สรรคที่ 18-19, และบรรพที่ 2. สรรคที่ 19-20 และบรรพที่ 2. สรรคทึ่ 23, และมุณฑกะ, บรรพที่ 3 สรรคที่ 2-3, คีตา, บรรพที่ 1. สรรคที่ 53. นักวิชาการบางท่านโน้มเอียงไปสู่ทัศนะที่ว่า กถะอุปนิษัทนั้นเก่าแก่กว่ามุณฑกะและคีตา.
3. 
ดุสเซ่นได้จัดอุปนิษัทตามลำดับดังนี้:-
       1. อุปนิษัทร้อยแก้วโบราณ: พฺฤหทารัณยะกะ, ฉานโทคยะ, ไตติรียะ, ไอตเรยะ, เกาษีตกี, เกนะ (บางส่วนเป็นร้อยแก้ว)
       2. กลอนอุปนิษัท: อีษา กถะ มุณฑกะ และเศวตาศวทระ. 
       3. ร้อยแก้วต่อมา: ปรัศนะ และ ไมตรายณี.
   ทั้งหมดนี้ ยกเว้นไมตรายณี เรียกว่าอุปนิษัทชั้นเอกหรือคลาสสิก.
      เกี่ยวกับไมตรายณี อุปนิษัทนั้น ศาสตราจารย์แมคโดเนลล์เขียนว่า "การอ้างอิงมากมายจากอุปนิษัทอื่น ๆ การปรากฎของคำศัพท์ในยุคหลังหลายคำ หลักคำสอนสางขยะที่พัฒนขึ้นมาจากไมตรายณี อุปนิษัท การอ้างอิงอย่างชัดเจนถึงสำนักนอกรีตที่ต่อต้านพระเวท ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ลักษณะของงานประพันธ์ในยุคหลังของไมตรายณี อุปนิษัทนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น. อันที่จริงแล้ว มันคือการสรุปหลักคำสอนอุปนิษัทเก่า ๆ โดยผสมผสานแนวคิดที่ได้มาจากระบบปรัชญาสางขยะและจากพระพุทธศาสนา." (วรรณคดีสันสกฤต, หน้าที่ 230).
      นฤสมฺโหตตราปนียะ (Nṛsiṁhottaratāpanīya - नृसिंहोत्तरतापनी - Nṛsiṃhottaratāpanī) เป็นหนึ่งในอุปนิษัททั้งสองคัมภีร์ที่วิทยารัณยะ (Vidyāraṇya - เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนสรวทรรศณสังคราหะ หรือ สรรพ (สรว) ทรรศนะสังเคราะห์ หรือ  - सर्वदर्शनसंग्रह - Sarvadarśanasaṅgrah - ท่านถูกระบุว่าเป็นศรีมาธวาจารย์ รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) อธิบายไว้ใน สรโวปนิษัทธานุภูติปรกาศ (แสงแห่งการรับรู้ความหมายของอุปนิษัททั้งหมด - सर्वोपनिषदर्थानुभूतिप्रकाश - Sarvopaniṣadarthānubhūtiprakāśa. - เป็นตำราปรัชญาในหมวดหมู่ของเวทานตะ). นฤสมฺโหตตราปนียะ อุปนิษัทนี้ เป็นหนึ่งใน 31 อุปนิษัทที่มีความสัมพันธ์กับอรรถรเวท เป็นส่วนหนึ่งของไวษณพ อุปนิษัท เน้นการบูชาสิ่งสำคัญเชิงปรัชญากับนรสิงหาวตาร (नरसिंह अवतार - Narasimha Avatara).
1.
2.
หน้าที่ 143
ในการนำเสนอปรัชญาของอุปนิษัท เราจะยึดหลักปรัชญาก่อนพระพุทธศาสนาเป็นหลักและเสริมสร้างทัศนะของเราที่ได้มาจากปรัชญาก่อนพระพุทธศาสนาด้วยปรัชญาหลังพระพุทธศาสนา. อุปนิษัทหลักสำหรับจุดประสงค์เราได้แก่ ฉานโทคยะ และ พฤหทารัณยกะ ไตติรียะ และไอตเรยะ เกาษีตกี และเกนะ ต่อมาก็คืออีศะ และมาณฑูกยะ.
1.
2.
บทที่ 4
นักคิดแห่งอุปนิษัท
1.
       น่าเสียดายที่เราแทบไม่รู้เรื่องราวชีวิตของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเลย ซึ่งความคิดของท่านเหล่านั้นได้ปรากฎอยู่ในอุปนิษัท. พวกท่านนักคิดนี้ไม่ใส่ใจชื่อเสียงส่วนตัว แต่กระตือรืนร้นที่จะเผยแพร่ความจริงมากเสียจนพวกเขาได้วางรากฐานความคิดของตนไว้บนเทพเจ้าและวีรบุรุษผู้เป็นที่เคารพในยุคพระเวท. พระประชาปติ และพระอินทร์ ฤๅษีนารทมุนี และพระสนาทกุมาร ล้วนปรากฎในฐานะนักตรรกวิทยา. เมื่อมีการเขียนประวัติศาสตร์ของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในยุคอุปนิษัทพร้อมด้วยคุณูปการอันโดดเด่นของแต่ละท่าน หากไม่รวมบุคคลในตำนานแล้ว นามเหล่านี้จะโดดเด่นขึ้นมา ได้แก่ ฤๅษีมหิทาส ไอตเรยะ, ไรควะ, มหาฤๅษีศาณฑิลยะ, สัตยกามะ ชาพาละ, ไชวลิ, อุททาลกะ, เศวตเกตุ, ภารัทวาช, การกยายนะ, ปรตรทนะ, พาลากิ, อชาตศัตรู, วรุณ, ยาญวัลคยะ, การกี, และ ไมตรียี.1, 01

ฤๅษีมหิทาส ไอตเรยะ, พัตนาเมื่อ 16 มิถุนายน 2569.
1.
2.

มหาฤๅษีศาณฑิลยะ, ที่มา: www.reddit.com, วันที่เข้าถึง: 17 มิถุนายน พ.ศ.2569
1.
2.
บทที่ 5
ทสวดแห่งระเวทและอุปนิษัท
1.
       ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของเนื้อหา อุปนิษัทจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากบทสวดพระเวท และคัมภีร์พราหมณะ. ดังที่เราได้เห็นไปแล้วถึงความศรัทธาอย่างเรียบง่ายในเทพเจ้าของบทสวดเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยลัทธินักบวชแบบตายตัวของเหล่าพราหมณ์. อุปนิษัทเชื่อว่าความศรัทธาที่จบลงในโบสถ์นั้นไม่เพียงพอ. เหล่าคัมภีร์อุปนิษัทนี้มุ่งพยายามที่จะให้ศีลธรรมแก่ศาสนาพระเวทโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของศาสนานั้น.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. รายละเอียดนักคิดแห่งอุปนิษัทแต่ละมหาฤๅษีแต่ละท่าน ได้แสดงไว้ในหน้าที่ 2 ของ 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2.
---------------
1. ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถค้นหาคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับนักคิดเหล่านี้และทัศนะของพวกเขาได้ในผลงานอันยอดเยี่ยมของเพื่อและเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า (ส. ราธากฤษณัน), ดร.บารัว เรื่อง "ปรัชญาอินเดียก่อนพระพุทธศาสนา."
1.
2.

หน้าที่ 144
ความก้าวหน้าของคัมภีร์อุปนิษัทที่มีต่อพระเวทนั้น ประกอบด้วยการเน้นย้ำที่มากขึ้นในข้อเสนอแนะแบบเอกนิยม01 ของบทสวดในพระเวท การประท้วงต่อต้านลัทธิภายนอกนิยม02 ของหลักปฏิบัติในพระเวท และการไม่ใส่ใจต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท.

       ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของพิธีกรรมทางศาสนาพระเวทนั้น หลักการแห่งความเป็นเอกภาพและความเข้าใจบางอย่างกำลังปรากฎขึ้น. ในบทสวดบางบท แนวคิดเรื่องอำนาจส่วนกลางเพียงหนึ่งเดียวได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างแท้จริง.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. เอกนิยม (Monistic --> Monisticsm) มาจากรากศัพท์ว่า Monism หมายถึง แนวคิดหรือความเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ในความเป็นจริงประกอบขึ้นจากสิ่งเดียว หลักการเดียว หรือแก่นแท้เพียงอย่างเดียว.
02. ภายนอกนิยม (Externalism) เป็นมุมมองทางปรัชญาที่โต้แย้งว่า คุณสมบัติ ความหมาย หรือเหตุผลของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เช่น จิตใจหรือความรู้) ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ขอบเขตทางชีววิทยาหรือจิตใจของตัวบุคคลเอง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับลัทธิภายในนิยมที่จำกัดคุณลักษณะเหล่านี้ไว้เฉพาะทางชีววิทยาภายในหรือจิตสำนึกเท่านั้น.

 

1.
2.
3. 
humanexcellence.thailand@gmail.com