MENU
TH EN
Title Thumbnail & Hero Image: ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ เป็นหินทราย ศิลปะลพบุรี (ศิลปะขอมในดินแดนประเทศไทย) แกะสลักจัดทำขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17 (800 ปีมาแล้ว) เดิมอยู่ ณ ปรางค์กู่สวนแตง ตำบลหนองแวง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกคนร้ายลักขโมยไป เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 และลักลอบส่งไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมานายเอเวลรี่ รันเดอร์ ได้ส่งคืนให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2513 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพ ประเทศไทย, ถ่ายไว้เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2564.
วิษณุปุราณะ 1
First revision: May 30, 2024
Last change: Jan.21, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรตโดย
อภิรักษ์ กาญจนคงคา
.
1.
xiii
บทนำ

       คำว่า "ปุราณะ" (पुराण - Purāṇa) แปลว่า เก่า โบราณ. คัมภีร์ปุราณะเป็นคัมภีร์โบราณ มักเรียกรวมกับ อิติหาส01. (รามายณะ และ มหาภารตยุทธ).1. ไม่ว่าอิติหาสเดิมหมายถึงมหาภารตยุทธเท่านั้น โดยที่รามายณะถูกเพิ่มเข้าไปในสำนวนนั้นในภายหลังหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นข้อเสนอที่มีการถกเถียงกันอยู่บ้าง. แต่ก็นั่นไม่ได้เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของเราแต่อย่างใด. ในคัมภีร์ฉานโทคยะ อุปนิษัทนั้นมีการกล่าวถึงพระฤๅษีนารทมุนี (รายละเอียดดูใน หมายเหตุ คำอธิบายหน้าที่ 1 ของ 01. พาลกัณฑ์ รามายณะ.) ได้เข้าพบพระสนาทกุมาร02. เพื่อสั่งสอน. เมื่อพระฤๅษีได้สอบถามก็ทราบว่าพระสนาทกุมารก็ได้ทราบอยู่แล้ว. พระฤๅษีนารถมุนีกล่าวว่าท่านรู้เรื่อง อิติหาสและปุราณะ อันเป็นพระเวทที่ห้า2 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อิติหาส-ปุราณะนั้นมีสถานะอันสูงส่ง. ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าคำว่า ‘ปุราณะ’ ที่ใช้ในอุปนิษัททั้งสองนี้และตำราอื่น ๆ จะต้องเข้าใจในความหมายของคำที่ใช้กับชุดตำราที่เรียกว่าปุราณะในปัจจุบัน. เชื่อกันว่ารามายณะประพันธ์โดยมหาฤๅษีวาลมีกิ และมหาภารตยุทธผู้ประพันธ์คือมหาฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วฺยาส "วฺยาส" แล้วนั้น. และก็เชื่อว่าท่านฤๅษีวฺยาสได้ประพันธ์ปุราณะในระยะเวลาต่อมา. การใช้คำว่าประพันธ์ หรือแต่งขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่า อิติหาส-ปุราณะ เป็นคัมภีร์สมฤติ03. ที่มีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ ไม่ใช่คัมภีร์ศรุติ04. ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากพระผู้เป็นเจ้า. 
-----------------

1. ตัวอย่าง โศลกที่ 2.4.10, 4.1.2 และ 4.5.11 ของพฤหทารัณยกะ อุปนิษัท ใช้ทั้งสองสำนวนร่วมกัน.
2. ฉานโทคยะ อุปนิษัท
(छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad - บทเพลงและการสังเวย), 7.1.2.

หมายเหตุ คำอธิบาย
01. อิติหาส (इतिहास - Itihāsa - "ประวัติศาสตร์" หรือ "เรื่องราวแบบดั้งเดิมของเหตุการณ์ที่ผ่านมา" หรือ แปลว่า "จึงเกิดขึ้น")

สี่กุมาร, ที่มา: glorian.org, วันที่เข้าถึง: 30 พฤษภาคม 2567.

02. พระสนาทกุมาร (सनत्कुमार - Sanātkumāra - eternal youth) - เป็นหนึ่งในกุมารทั้งสี่ {สนกะ (सनक - Sanaka), สนันทนะ (सनन्दन - Sanandana), สนาทนะ (सनातन - Sanātana), และ สนาทกุมาร (सनत्कुमार - Sanātkumāra)} อันเป็นปราชญ์กุมารสี่ตน อ้างตามคัมภีร์ปุราณะ ทั้งสี่เป็นโอรสที่กำเนิดจากจิตใจของพระพรหม หรือโอรสฝ่ายวิญญาณของพระพรหม กุมารทั้งสี่ได้ปฏิญาณตนว่าจะถือพรหมจรรย์ตลอดชีพ และได้ศึกษาพระเวทด้วยกัน ทั้งสี่กุมารมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการบูชาพระวิษณุและพระกฤษณะ และปรากฎในมหาภารตยุทธ ในอุทโยคบรรพ อุปบรรพ: สนัสสุชาตะ (सनत्सुजात - Sanatsujāta).
03. สมฤติ (स्मृति - Smṛti) - “สิ่งที่ต้องจดจำ - That which has to be remembered” หมายถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูชุดหนึ่ง ซึ่งมนุษย์เป็นผู้แต่งขึ้น (ต่างจากพระเวท) และมีจุดประสงค์เพื่อชี้นำการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคล.
สมฤติทั้ง 18 เล่มของคัมภีร์พราหมณ์ - ฮินดู ประกอบด้วย: :
          1). อางคิรสะ สมฤติ
 (आङ्गिरस स्मृति - Āṅgirasa Smṛti) - เป็นคัมภีร์กฎหมายฮินดูที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีอังคีรส (अङ्गिरस् - Aṅgiras - เป็นหนึ่งในสัปตะฤษี ดูในหน้าที่ 5 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1) ซึ่งกล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการประพฤติ การชดใช้บาป (प्रायश्चित्त - prāyaścitta) และพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเน้นเรื่องการชดใช้บาป เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือการทำร้ายวัว เป็นหนึ่งในสมฤติที่ค่อนข้างสั้น โดยมีจำนวนบทแตกต่างกันไปตั้งแต่ 32 ถึง 151 บทในแต่ละฉบับ.
          2). วฺยาส สมฤติ (व्यास स्मृति - Vyāsa Smṛti) - (หรือที่รู้จักกันในชื่อ  व्यास धर्मशास्त्र - Vyāsa Dharmaśāstra - วฺยาสธรรมศาสตร์) เป็นคัมภีร์ทางกฎหมายและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (สมฤติ) ที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีวฺยาส โดยได้วางหลักเกณฑ์ด้านความประพฤติ หน้าที่ (ธรรมะ) และข้อผูกพันทางพิธีกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นที่การปฏิบัติตามพิธีกรรมที่เหมาะสมในกลียุค เป็นหนึ่งในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ยุคหลังที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพราหมณ์-ฮินดูและบรรทัดฐานทางสังคมที่ได้รับการยอมรับ.
          3). อาปัสตัมบา สมฤติ (आपस्तम्ब स्मृति - Āpastamba Smṛti) - (หรือ อาปัสตัมบา ธรรมสูตร - Āpastamba Dharmasūtra) ​​เป็นคัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณและเป็นงานพื้นฐานของกฎหมายพารหมณ์- ฮินดู (ธรรมศาสตร์) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีอาปัสตัมบา เป็นคัมภีร์สำคัญในวรรณกรรมฮินดูชุดใหญ่ที่เรียกว่า สมฤติ ("สิ่งที่ถูกจดจำ - what is remembered") ซึ่งมีอำนาจรองลงมาจาก ศรุติ (พระเวท "สิ่งที่ได้ยิน  what is heard") แต่ให้แนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม.
          4). ทักษะ สมฤติ (दक्ष स्मृति - Dakṣa Smṛti) - เป็นคัมภีร์กฎหมายพราหมณ์ -ฮินดูโบราณ (ธรรมศาสตร์) ที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีทักษะประชาปติ (दक्ष प्रजापति - the sage Dakṣa Prajāpati - รายละเอียดดูเพิ่มเติมในหมายเหตุ การขยายความ 01 หน้าที่ 91 ของ
ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.005 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 2)) ซึ่งกล่าวถึงหน้าที่ทางศาสนา สังคม และศีลธรรม (ธรรมะ) อย่างละเอียด เให้แนวทางสำหรับผู้ครองเรือนและสังคม ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น ความบริสุทธิ์ พิธีกรรม และภาระผูกพันในครอบครัว.
          5). วิษณุ สมฤติ (विष्णु स्मृति - Viṣṇu Smṛti) - เป็นพระสูตรภาษาสันสกฤตโบราณในสาขาธรรมศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระสูตรนี้กล่าวถึงกฎเกณฑ์ของประเพณีและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น วรรณะ ระบอบกษัตริย์ กฎหมายอาญาและแพ่ง การบำเพ็ญเพียร และการถือศีล พระสูตรวิษณุสมฤติประกอบด้วยหนึ่งร้อยบท และนำเสนอในรูปแบบบทสนทนาระหว่างพระวิษณุกับพระแม่ธรณีหรือนางปฤถวี (पृथ्वी - Pṛthvī - เทพีแห่งโลก).
          6). ยาชญวัลกยะ สมฤติ (Yāgyavalkya หรือ याज्ञवल्क्य स्मृति - Yājñavalkya Smṛti) - ดังที่ชื่อบ่งบอก คัมภีร์นี้เขียนโดยฤๅษียาจนวัลกยะ หรือยาชญวัลกยะ และถือว่ามีความสำคัญและได้รับความนิยมรองจากมนุ สมฤติเท่านั้น ประมวลจริยธรรมนี้มีอรรถกถาที่รู้จักกันดีสองฉบับ ได้แก่ วิชญาเนศวร มิตากษรา (विज्ञानेश्वरस्य मिताक्षरम् - The Mitākṣarā of Vijñāneśvara) (ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 12) และวิศวรูป บาลกรีทะ (विश्वरूपस्य बालक्रीदा - The Bālakrīdā of Viśvarupa) (ราวพุทธศตวรรษที่ 4 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 9) นักวิชาการบางคนมีความเห็นว่า วิศวรูปเป็นชื่อของสุเรศวร (सुरेश्वर - Sureśvara) หนึ่งในสี่ศิษย์สำคัญของ อาทิ ศังกราจารย์ (आदि शङ्कराचार्यः - Adi Śankara) ก่อนที่จะออกบวช (สันยาสี หรือ สันยาสะ- सन्यास - Sanyasa).
          7). ลิคิตะ สมฤติ (लिखितस्मृति - Likhita Smṛti) - คัมภีร์กฎหมายพราหมณ์-ฮินดูที่สำคัญ แต่ส่วนใหญ่ได้รับการชำระขึ้นใหม่ (พระธรรมศาสตร์) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของนักปราชญ์โบราณ ศังขะ (शङ्क - Śaṅka) และลิคิตะ (लिखित - Likhita) ถือเป็นคัมภีร์ที่มีอำนาจในยุคทวปรยุค โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม (อาจาระ - आचार - ācāra) กระบวนการยุติธรรม (วยาวหาระ - व्यवहार - vyavahāra) และการบำเพ็ญเพียร (ปรายศจิตตะ - प्रायश्चित्त - prāyaścitta) โดยเน้นความชัดเจน หลักฐาน และกฎหมายที่มนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับครอบครัวและทรัพย์สิน มีอิทธิพลในการกำหนดแนวคิดทางกฎหมายของอินเดียควบคู่ไปกับมนุ สมฤติ และนารทัสมฤติ (नारदस्मृति - Nāradasmṛti - ไม่ได้รวมอยู่ในคัมภีร์สมฤติ 18 เล่ม...!!??? - นาราทัศมฤติเป็นคัมภีร์กฎหมายพราหมณ์-ฮินดูโบราณที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นหลังจากยาชยวัลกยะ สมฤติ คัมภีร์นี้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอัศวามิกรยะ (अस्वामिविक्रय - Asvāmivikraya - Sale without ownership) และการทำร้ายร่างกาย ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างแนวคิดเกี่ยวกับวิกริยาสัมประทนะ (Vikriyasampradana) และพฤติกรรมหรือจริยธรรมทางสังคม. ได้รับการยอมรับว่าเป็นคัมภีร์สมฤติที่มีอำนาจสูงสุด มีส่วนสำคัญต่อธรรมะและมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับยาชญวัลยะ สมฤติ ยิ่งไปกว่านั้น นาราทัศมฤติ ยังกำหนดข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมและการยกเลิกสัญญา โดยเน้นที่ วยาวหาระ (व्यवहार - vyavahāra) และระบุประเภทต่าง ๆ ของบุตรที่มีสิทธิแตกต่างกัน.
          8). สังวรัตตะ สมฤติ (संवर्त स्मृति - Saṁvartta Smṛti) - เป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์โบราณของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมสมฤติขนาดใหญ่. เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีสังวรัตตะ (संवर्त  -Saṁvartta muni).
          9). สังคะ สมฤติ (शङ्खस्मृति - Śaṅkhasmṛt หรือ Shanka Smṛti) - เป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์โบราณและทรงอำนาจในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู. เป็นงานเขียนพื้นฐานในการศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมทางสังคมและกฎหมายของภารตะโบราณ ซึ่งให้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดและการประยุกต์ใช้ธรรมะ.
         10). พฤหัสปติสมฤติ (बृहस्पतिस्मृति - Bṛhaspatismṛti) - นับเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของพระธรรมศาสตร์ หรือตำราสำคัญ ๆ ตามมนุ สมฤติและยาชยวัลยกะ สมฤติ ในการพัฒนากฎหมายพราหมณ์-ฮินดูตามลำดับของช่วงเวลา.
         11). อตริสมฤติ (अत्रिस्मृति - Atri Smṛti) - เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของพระฤๅษีอตริ หนึ่งในสัปตะฤๅษี (รายละเอียดดูว่าหน้าที่ 3 ของ
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) เน้นเรื่องพิธีกรรม จริยธรรม และหน้าที่ทางสังคมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู.
         12). กาทยายนะ สมฤติ (कात्यायन-स्मृति - Kātyāyana Smṛti) - ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตัวบทต้นฉบับดั้งเดิมนั้นสูญหายไปแล้ว แต่เนื้อหาได้รับการรวบรวมขึ้นใหม่จากการอ้างอิงถึงในคัมภีร์อรรถกถาและสารานุกรมกฎหมายยุคหลังจำนวนมาก.
         13). ปราษรสมฤติ (पराशरस्मृति - Parāṣarasmṛti) - คัมภีร์กฎหมายฮินดูโบราณที่สำคัญ ซึ่งแต่งโดยมหาฤๅษีปราศระ (पराशर - Parāśara) ผู้เป็นบิดาของพระมหาฤๅษีวฺยาส (Veda Vyasa) เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงหลักปฏิบัติทางศาสนาและกฎหมายของสังคมพราหมณ์-ฮินดูยุคโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลียุค (कलियुग - Kali Yuga) ซึ่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากคัมภีร์มนุสมฤติที่เข้มงวดกว่า และเน้นเรื่องการละเว้นบางอย่างให้ผ่อนคลายลง.
พราหมณ์กำลังประพันธ์มนุ สมฤติ, ที่มา: templepurohit.com, วันที่เข้าถึง 27 ธันวาคม 2568.
1.
         14). มนุ สมฤติ (मनु स्मृति - Manu Smṛti) - ถือเป็นคัมภีร์ ที่มีอำนาจสูงสุดในประมวลกฎหมายพราหมณ์-ฮินดู (พระธรรมศาสตร์) ในภารตะ มนุสมฤติเป็นชื่อที่นิยมใช้เรียกงานเขียนชิ้นนี้ โดยชื่อทางการคือมนวะธรรมศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นผลงานของมนุสมฤติ มนุษย์คนแรกและผู้บัญญัติกฎหมายในตำนานมานู . คัมภีร์ที่ได้รับมาศึกษานี้มีอายุราวปี พ.ศ.643 หรือ ค.ศ. 100. คัมภีร์มนุสมฤติ ได้กำหนด ธรรมะให้แก่ชาวพราหมณ์-ฮินดูซึ่งก็คือชุดของพันธะหน้าที่ที่แต่ละคนต้องปฏิบัติตามในฐานะสมาชิกของวรรณะทั้งสี่และผู้ที่อยู่ในช่วงชีวิตทั้งสี่ (आश्रम - Āśrama - อาศรม) คัมภีร์นี้ประกอบด้วย 12 บรรพ รวมทั้งหมด 2,694 บท เนื้อหาครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เช่น กำเนิดจักรวาล นิยามของธรรมะ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (संस्कार - Saṃskāra - สังสการะ - processing) การบวช (उपनयन - Upanayana - Initiation) และการศึกษาพระเวท (คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) การแต่งงาน การต้อนรับ การประกอบพิธีศพ ข้อจำกัดด้านอาหาร มลภาวะ และวิธีการชำระล้าง การประพฤติของสตรีและภรรยา และกฎหมายของกษัตริย์ หัวข้อสุดท้ายนำไปสู่การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 18 หัวข้อ หลังจากนั้นคัมภีร์ก็กลับมากล่าวถึงหัวข้อทางศาสนาอีกครั้ง เช่น การกุศล พิธีกรรมการชดใช้ หลักธรรมเรื่องกรรม วิญญาณ และนรก คัมภีร์นี้ไม่ได้แบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างกฎหมายและหลักปฏิบัติทางศาสนา และกฎหมายทางโลก. อิทธิพลของคัมภีร์นี้ต่อความคิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในทุกแง่มุม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เหตุผลสนับสนุน ระบบ วรรณะนั้นลึกซึ้งมาก.
         15). โอศนสะ สมฤติ (औशनस स्मृति - Auśanasa Smṛti) - เป็นหนึ่งในคัมภีร์กฎหมายพราหมณ์-ฮินดูโบราณที่มีอิทธิพล (พระธรรมศาสตร์) เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีอุษานะ (उशनस् - Uśanas หรือคุรุศุกระ หรือพระศุกร์ - Śukra) บุคคลสำคัญในตำนานและวรรณกรรมพราหมณ์-ฮินดู.
         16). หารีตะ สมฤติ (हारीत स्मृति - Hārīta Smṛti) - เป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์โบราณของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีหารีตะ แต่งขึ้นในรูปแบบผสมผสานระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง เนื้อหากล่าวถึงหน้าที่ในแต่ละช่วงชีวิต (आश्रम - Āśrama - อาศรม) การปกครองบ้านเมือง พิธีการในราชสำนัก พิธีกรรม และการชดใช้บาป คัมภีร์นี้ได้รับการอ้างถึงโดยผู้ประพันธ์โบราณ เช่น ฤๅษีวสิษฐ์ (वसिष्ठ - Vasiṣṭha) รายละเอียดดูเพิ่มเติมในหน้าที่ 3 ของ 
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.และฤๅษีอาปสตัมบา (आपस्तम्ब - Āpastamba - อ้างอิงในวนาบรรพ มหาภารตยุทธ) ซึ่งนับได้ว่าหารีตะ สมฤตินี้มีความเก่ากาล.
         17). โคตมะ สมฤติ (गौतमस्मृति - Gautama Smṛti) - เป็นที่รู้จักกันในชื่อ พระคัมภีร์โคตมะธรรมสูตร เป็นคัมภีร์สันสกฤตโบราณและเป็นหนึ่งในธรรมสูตรพราหมณ์-ฮินดูที่ยังหลงเหลืออยู่ เป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานของนิติศาสตร์ กฎหมาย และจริยธรรม/พฤติกรรมทางสังคมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูโบราณ. เชื่อกันว่าพระคัมภีร์นี้เป็นผลงานของพระฤๅษีโคตมะผู้เป็นที่เคารพ (ท่านเป็นหนึ่งในสัปตะฤๅษี รายละเอียดดูในหน้าที่ 3 ของ
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) นักวิชาการได้ระบุว่าเขียนขึ้นในช่วงปลายที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพ หรือระหว่าปี 600-200 ก่อนคริสตกาล ทำให้คัมภีร์นี้เป็นตำราสำคัญในยุคต้นของยุคพระสูตร (The early Sūtra period).
         18). ยม สมฤติ (यमस्मृति - Yama Smṛti) - เป็นคัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณในประเพณีพระธรรมศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งผู้ประพันธ์อุทิศแด่พระยม (เทพแห่งความตายและความยุติธรรม) โดยเน้นที่ประมวลกฎหมายเป็นหลัก รวมถึงหัวข้อต่าง ๆ อาทิ ปรายัศจิตติ (प्रायश्चित्त - prāyaścitta - expiation of sins - การชดใช้บาป) ศรัทธา (श्राद्ध - śrāddha - obsequial rites - พิธีศพ) กฎระเบียบเกี่ยวกับวรรณะ และการลงโทษ. 
04. ศรุติ (श्रुति - Śruti) - "สิ่งที่ได้ยินมา - What is heard" รายละเอียดดูใน หมายเหตุ คำอธิบายที่ 25 หน้าที่ 5 ของ 
01.101 อนุกรมณิกา บรรพ มหาภารตยุทธ.

1.
2.
xiv
คำว่า "การเรียบเรียง" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าข้อความเหล่านี้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการถ่ายทอดด้วยวาจา (มุขปาฐะ) ซึ่งย่อมมีเสียงหรือสิ่งรบกวนเกิดขึ้นในกระบวนการถ่ายทอดและเผยแพร่ การเขียนเกิดขึ้นในภายหลังมาก.

       หนังสือของพาร์กิเทอร์เกี่ยวกับปุราณะยังคงเป็นหนึ่งในหนังสือแนะนำที่ดีที่สุดเกี่ยวกับวิษณุ ปุราณะนี้1. ในการอธิบายกระบวนการแต่งและการถ่ายทอดนั้น ไม่มีที่ใดจะดีไปกว่าการอ้างอิงคำกล่าวของเขา.

คัมภีร์วายุ ปุราณะและปทฺม ปุราณะนั้น จะบอกเล่าถึงวิธีการสืบทอดลำดับวงศ์ตระกูล นิทาน และบทเพลงโบราณ โดยผ่านเหล่าสูตะ2 และกล่าวบรรยายถึงหน้าที่ของเหล่าสูตะด้วย... คัมภีร์วายุ ปุราณะ พรหมณะ ปุราณะ และวิษณุ ปุราณะ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของคัมภีร์ปุราณะฉบับดั้งเดิม... คัมภีร์ปุราณะทั้งสามเล่มนี้กล่าวกันว่า - ฤๅษีกฤษณะ ทไวปายนะได้แบ่งพระเวทเล่มเดียวออกเป็นสี่ส่วนและจัดเรียงใหม่ จึงได้ชื่อวฺยาส นั่นเอง. ฤๅษีวฺยาสได้ฝากงานให้ศิษยานุศิษย์สี่ท่านสานต่อ คือ ฤๅษีไพละ (पैल - Paila), ฤๅษีไวสัมปายนะ (वैशम्पायन - Vaiśampāyana), ฤๅษีไชยมินิ (जैमिनि - Jaimini), และฤๅษีสุมันตุ (सुमन्तु - Sumantu). ส่วนที่เป็นนิทาน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ปกิณกะ บทเพลง และตำนานที่สืบทอดมาจากยุคต่าง ๆ นั้น ฤๅษีวฺยาสได้รวบรวมปุราณะ สิ่งที่ได้สอน และอิติหาสะส่งมอบให้แก่ศิษย์คนที่ห้า นั่นคือ สูตะโรมหรษณะ หรีอ โลมหรษณะ (रोमहर्षण - the sūta Romaharṣaṇa or Lomaharṣaṇa, โลมา = Loma = hair, Haryana = thrill = ผมหรือขนตั้ง ผมหรือขนชี้) ... ภายหลังจากที่ท่านฤๅษีวฺยาสได้ประพันธ์มหาภารตยุทธแล้ว. มหากาพย์นั้นเองได้บ่งบอกเป็นนัยว่าปุราณะนั้นมีมาก่อนหน้า... ดังที่อธิบายไว้ข้างต้น บรรดาสูตะได้บันทึกวงศ์ตระกูลของทวยเทพ เหล่าฤษี และพวกกษัตริย์ต่าง ๆ ตลอดจนประเพณีและบทเพลงที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียงมาแต่สมัยโบราณ ซึ่งนั่นก็คือเนื้อหา - นิทาน บทเพลง และองค์ความรู้โบราณ - ที่ใช้ในการสร้างปุราณะนั่นเอง. ไม่ว่าฤๅษีวฺยาสจะเป็นผู้ประพันธ์ปุราณะฉบับดั้งเดิมหรือควบคุมดูแลการรวบรวมนั้น ไม่สำคัญสำหรับจุดประสงค์ในปัจจุบัน... หลังจากที่ฤๅษีวฺยาสได้ประพันธ์ปุราณะฉบับดั้งเดิมเสร็จแล้ว ดังที่กล่าวไว้ โรมหรษณะได้สอนปุราณะนี้แก่บุตรชายของเขา อุกรศรวะ (उग्रश्रव - Ugraśrava),
---------------
1. เอฟ.อี. พาร์กิเทอร์ (F.E. Pargiter), ประเพณีทางประวัติศาสตร์ของอินเดียโบราณ (Ancient Indian Historical Tradition,) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออซฟอร์ด, ลอนดอน, พ.ศ.2465/ค.ศ.1922.
2. สูตะ หรือ ศูตะ (सूत - Sūta หรือ Śūta) คือ กวี นักตรี และนักเล่าเรื่อง.

 
  • วิษณุปุราณะ (विष्णु पुराण - Viṣṇu Purāṇa) นี้ มีคำรวมทั้งสิ้น 175,000 คำ เป็นหนึ่งในปุราณะที่เก่ามาก มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกโดย Horace Hayman Wilson ในราวครึ่งสิบปีแรกของ ค.ศ.1860s (หรือราว พ.ศ.2403) วิษณุปุราณะนี้ จะยึดหลักการสำคัญ ที่เรียกว่า ปัญจลักษมณะ01. ในการประพันธ์. ซึ่งแตกต่างจากปุราณะอื่น ๆ ที่ไม่สำแดงมากนักและไม่ขยายออกเลยไป.
หมายเหตุ คำอธิบาย
01
.  ปัญจลักษมณะ (पञ्च लक्ष्मण - Pancha Lakshmana) ดูเพิ่มเติมใน ปุราณะ หน้าที่ 4.
 
 
พระวิษณุ, พัฒนาเมื่อ 16 กรกฎาคม 2567 และปรับปรุงเมื่อ 28 เมษายน 2568.
1.
xv
       และ อุกรศรวะ, ซัลติ (सौति - sauti) ได้ปรากฎ (จากหลักฐานชั้นต้นว่า) เป็นผู้ท่องจำในปุราณะบางเล่มในปัจจุบัน และเหล่าสูตะยังคงมีสิทธิ์ท่องจำเพื่อเลี้ยงชีพ. ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น โรมหรษณะได้สอนคัมภีร์นี้แก่ศิษย์ทั้งหกคน ซึ่งอย่างน้อยห้าคนเป็นพราหมณ์ และการนำไปใช้และการพัฒนาต่อยอดของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา จนกระทั่งคัมภีร์ปุราณะได้แตกแขนงออกเป็นหลายเล่ม เนื่องจากความรู้ภาษาสันสกฤตกลายเป็นเรื่องเฉพาะของพวกพราหมณ์ และเมื่อมีการประพันธ์คัมภีร์ปุราณะใหม่ ๆ ที่มีลักษณะแบ่งแยกนิกายอย่างเปิดเผยขึ้นมา.

       พาร์กิเทอร์อ้างเหตุผลว่ามหาภารตยุทธนั้น ถูกแต่งขึ้นหลังจากปุราณะฉบับดั้งเดิม แม้ว่านั่นจะขัดแย้งกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่ามหาภารตยุทธถูกแต่งขึ้นก่อนปุราณะทั้งหลายก็ตาม. ซึ่งเป็นความเข้าใจที่เป็นที่นิยมและเป็นลำดับขั้นนั้นเรียบง่ายเกินไป ด้วยคัมภีร์ต่าง ๆ สามารถพัฒนาไปพร้อม ๆ กันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามลำดับเสมอไป. ตามความเข้าใจทั่วไปนั้น ฤๅษีกฤษณะ ทไวปายนะ เวทวฺยาสเป็นผู้ประพันธ์มหาภารตยุทธและปุราณะ. อย่างไรก็ตามท่านยังประพันธ์คัมภีร์ปุราณะฉบับหลักดั้งเดิมอีกด้วย ซึ่งได้สูญหายไป และก็มีฤๅษีท่านอื่น ๆ เพิ่มเติมแต่งเสริมเข้าไป. คำคุณศัพท์ "ปุราณะ" ซึ่งหมายถึงเรื่องราวหรือตำราโบราณ ได้กลายเป็นคำนามเฉพาะที่บ่งบอกถึงตำราเฉพาะเรื่องหนึ่ง ๆ . การที่จะจำแนกว่าคัมภีร์ใดบ้างเป็นปุราณะได้นั้น จักต้องมีคุณลักษณะห้าประการ - ปัญจลักษมณะ (पञ्च लक्ष्मण - Pancha Lakshmana). กล่าวคือ ต้องประกอบด้วยห้าหัวข้อ - สรคะ ปรติสรคะ วงศ์ มันวันทระ และ วงศานุจริต (ดูเพิ่มเติมใน ปุราณะ หน้าที่ 4). ข้อความที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้ปรากฎอยู่ในมัตสยะ ปุราณะ. ซึ่งต่างจากรามายณะและมหาภารตยุทธ ด้วยปุราณะไม่มีฉบับวิจารณ์1 ดังนั้น การอ้างอิงบทและวรรคจากจากข้อความของปุราณะจึงค่อนข้างยาก เนื่องจากการมีวรรค หากไม่ใช่บท อาจแตกต่างกันไปในแต่ละข้อความ.
---------------  

1. รามายณะฉบับวิจารณ์ของมหาฤๅษีวาลมีกิ จัดพิมพ์โดยสถาบันบารอดา โอเรียนเต็ล (The Baroda Oriental Institute) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาราชา สยาจิเราแห่งบารอดา (The Maharaja Sayajirao University of Baroda). ส่วนฉบับวิจารณ์ของมหาภารตยุทธ จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยบารมีดาแห่งเมืองปูเน ภารตะ.
1.
2.
xv
โดยมีข้อแม้ว่า โศลก (บทกวี) ที่เกี่ยวข้องกันนั้นควรอยู่ในสรคะที่ 53 ของมัทสยะ ปุราณะ. สรคะ (सर्ग - Sarga) หมายถึง การสร้างดั้งเดิมหรือการสร้างเบื้องต้น. สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับสรคะ คือ การทำลายล้างและการสลายตัวของจักรวาล หรือ ปรลยา01  ช่วงเวลาแห่งสรคะนั้นกินเวลาหนึ่งวันของพระพรหม เรียกว่า กัลป์ (कल्प - Kalpa) เมื่อพระพรหมบรรทมในเวลากลางคืน การทำลายล้างของจักรวาลก็จะเกิดขึ้น.

       ในการวัดเรื่องเวลานั้น แนวคิดเรื่องยุค (युग - yuga - era - สมัย) แบ่งออกเป็นสี่ยุค ได้แก่สัตตยุค หรือ กฤตยุค (सत्ययुग - Satya Yuga or कृतयुग - Kṛta Yuga) เตรตยุค หรือ ไตรตายุค (रेतायुग - Tretā Yuga) ทวาปรยุค หรือ ทวาบรยุค (द्वापरयुग - Dvāpara Yuga) และ กลียุค (कलियुग - Kali Yuga) (รายละเอียดดูในหน้าที่ 5 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1) สัตตยุคมีระยะเวลา 4,000 ปี เตรตยุค 3,000 ปี ทวาปรยุค 2,000 ปี และ กลียุค 1,000 ปี. อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ปีของมนุษย์. เหล่าทวยเทพมีมาตรเวลาที่แตกต่างออกไป และนี่คือปีของบรรดาเทพ. เมื่อเข้าสู่สัตตยุคไปเรื่อย ๆ แล้ว คุณธรรม (คุณความดี) ก็จะเสื่อมถอยลง. แต่ครั้นเมื่อสิ้นสุดกลียุค. วัฏจักรก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยสัตตยุค. วัฏจักรทั้งหมดตั้งแต่สัตตยุคถึงกลียุคนั้น เรียกว่าว่า มหายุค (महायुग - Mahāyuga - ยุคอันยิ่งใหญ่). อย่างไรก็ตาม มหายุคไม่ได้มีแค่ 10,000 ปีเท่านั้น. ยังมีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก. ในช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละยุค จะมีปีเพิ่มจำนวนหนึ่ง. ได้แก่ 400 ปีสำหรับสัตยยุค 300 ปีสำหรับเตรตยุค 200 ปีสำหรับทวาปรยุค และ 100 ปีสำหรับกลียุค. ดังนั้นมหายุคจึงมี 12,000 ปี เมื่อรวมปีทั้งในตอนเริ่มต้นและตอนสิ้นสุด. หนึ่งพันมหายุคประกอบเป็นหนึ่งกัลป์ (कल्प – Kalpa - eon) ซึ่งเท่ากับหนึ่งวันสำหรับพระพรหม (ब्रह्मा - Brahmā). กัลป์หนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็น 14 มันวันตระ โดยมันวันตระคือช่วงเวลาที่พระมนูปกครองและดูแลสรรพสิ่ง ดังนั้นในหนึ่งมันวันตระจึงมีมหายุค 71.4 ยุค. กัลป์ปัจจุบันของเราเรียกว่าเศวตวาราหะ กัลป์01 (श्वेतवाराहकल्प - Śveta Vārāha Kalpa หรือ Śvetavārāhakalpa) รายละเอียดูเพิ่มเติมในหน้าที่ 5 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1. 
---------------

01. กัลป์แรกจาก 30 กัลป์ (วันของพระพรหม) ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเศเวตวราหะกัลป์ ในปีที่ 51 ของพระพรหม สองกัลป์ประกอบเป็นหนึ่งวันหนึ่งคืนของพระพรหม "เดือนของพระพรหม" เชื่อกันว่ามี 30 วัน (รวมคืน) หรือ 259.2 พันล้านปี. ตามที่ปรากฎในมหาภารตยุทธนั้น 12 เดือนของพระพรหม (= 360 วัน) ประกอบเป็นปีของพระองค์ และ 100 ปีดังกล่าวประกอบเป็นวัฏจักรชีวิตของจักรวาล.
หมายเหตุ คำอธิบาย
01. ปรลยา (प्रलय - Pralayā) - (ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) หมายถึงการสลายตัว การทำลาย หรือการสูญสิ้นของจักรวาลตามวัฏจักรในตอนท้ายของวัฏจักรจักรวาล (กัลป์) ซึ่งเป็นหายนะระดับจักรวาลที่นำไปสู่สภาวะของการไม่มีอยู่ก่อนที่การสร้างสรรค์ใหม่จะเริ่มต้นขึ้น มักเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ไฟไหม้ และการรีเซ็ตจักรวาล ซึ่งแสดงถึงเหตุการณ์การทำลายล้างครั้งใหญ่.






 
humanexcellence.thailand@gmail.com